เลือกภาษา
close
คิดคำนวณฐานภาษีช่วงสิ้นปี 2567
เคล็ด (ไม่) ลับ น่ารู้ - พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า 2568

เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปี มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากเริ่มเตรียมเอกสารสำหรับยื่นภาษี ซึ่งมักเกิดคำถามซ้ำ ๆ ว่า เงินเดือนเท่าไรถึงต้องเสียภาษี หรือทำไมบางคนที่มีรายได้ใกล้เคียงกันกลับเสียภาษีไม่เท่ากัน ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่ “การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า” ซึ่งแม้จะเป็นระบบคำนวณภาษีที่หลายคนมองว่ายุ่งยาก แต่แท้จริงแล้วเข้าใจได้ไม่ยากเลย หากรู้ว่าฐานภาษีของตัวเองอยู่ตรงไหน หักลดหย่อนได้แค่ไหน และมีทางไหนบ้างที่ช่วยลดภาระภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บทความนี้จะมาอธิบายวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า ปี 2568 แบบเข้าใจง่าย เหมาะกับคนที่ทำงานประจำและผู้เริ่มต้นวางแผนการเงิน พร้อมแนะแนวทางการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่า เพื่อให้รายได้ต่อปีของคุณสร้างประโยชน์สูงสุด

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีกี่แบบ?

โดยทั่วไป การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียงวิธีเดียว คือ ใช้อัตราภาษีก้าวหน้า แต่การหักค่าใช้จ่ายจะมี 2 วิธี คือ

  • วิธีที่ 1 หักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควร
  • วิธีที่ 2 หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราที่กรมสรรพากรกำหนดตามประเภทของเงินได้พึงประเมิน


วิธีการหักค่าใช้จ่ายวิธีไหนที่เหมาะสม
กับคุณ?

ผู้เสียภาษีแต่ละคนจะต้องคำนวณภาษีตามประเภทของเงินได้พึงประเมิน เช่น

  • ผู้มีเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง และ/หรือ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50 ของเงินได้ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • ผู้มีเงินได้จากธุรกิจส่วนตัวหรืออาชีพอิสระ อาจหักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควร หรือหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา แล้วแต่ความเหมาะสมของประเภทกิจการก็ได้
  • ผู้มีเงินได้หลายประเภท ต้องคำนวณแยกตามลักษณะเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภท ก่อนรวมเป็นเงินได้สุทธิทั้งปี

ดังนั้น การเข้าใจโครงสร้างรายได้ของตนเองคือจุดเริ่มต้นสำคัญ เพื่อให้สามารถคำนวณภาษีได้ถูกต้องและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ครบถ้วน

 

ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า

ขั้นตอนที่ 1: รวมรายได้ทั้งหมดตลอดทั้งปี

นำรายได้ทุกประเภท เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าคอมมิชชัน หรือรายได้จากงานเสริมมารวมเป็นรายได้รวมต่อปี

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบรายการลดหย่อนภาษี

สิทธิลดหย่อนภาษีแบ่งเป็นหลายหมวด ได้แก่

  • ค่าลดหย่อนพื้นฐาน เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท คู่สมรส 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนครอบครัว เช่น ค่าเลี้ยงดูบิดามารดาคนละ 30,000 บาท บุตรคนละ 30,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนเบี้ยประกัน เช่น ประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์สูงสุด 100,000 บาท ประกันสุขภาพตนเองสูงสุด 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนจากการออมและการลงทุน
    • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF)
    • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund หรือ PVD)
    • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
  • ค่าลดหย่อนอื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านไม่เกิน 100,000 บาท เงินบริจาคสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้สุทธิหลังหักลดหย่อน

ขั้นตอนที่ 3: คำนวณเงินได้สุทธิ

นำรายได้รวมมาหักค่าใช้จ่าย (เช่น 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาทสำหรับเงินเดือนพนักงาน) และค่าลดหย่อนที่ได้รับสิทธิทั้งหมด เพื่อให้ได้ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งเป็นฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบขั้นของอัตราภาษีก้าวหน้า จากตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2568

การรู้ว่ารายได้ของเราอยู่ในขั้นภาษีใด คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพ เพราะอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะเพิ่มขึ้นตามรายได้สุทธิในลักษณะของอัตราภาษีก้าวหน้าหรือขั้นบันได ยิ่งรายได้เพิ่มขึ้น อัตราภาษีก็สูงขึ้น การทำความเข้าใจกับตารางอัตราภาษีก้าวหน้าจะช่วยให้คุณสามารถคำนวณเบื้องต้นได้ว่า ภาษีที่ต้องจ่ายอยู่ที่เท่าไร และจะสามารถลดหย่อนได้มากน้อยแค่ไหน

เงินได้สุทธิ (บาท)

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น

ไม่เกิน 150,000 บาท

5%

ยกเว้น

150,001 - 300,000 บาท

5%

7,500

300,001 - 500,000 บาท

10%

20,000

500,001 - 750,000 บาท

15%

37,500

750,001 - 1,000,000 บาท

20%

50,000

1,000,001 - 2,000,000 บาท

25%

250,000

2,000,001 - 5,000,000 บาท

30%

900,000

5,000,001 บาท ขึ้นไป

35%

-

ขั้นตอนที่ 5: คำนวณภาษีที่ต้องชำระ

สูตรในการคิดคำนวณ ภาษีที่ต้องจ่าย ได้แก่ (เงินได้สุทธิ - เงินได้สุทธิสูงสุดของขั้นก่อนหน้า) x อัตราภาษี + ภาษีขั้นก่อนหน้าสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีค่าลดหย่อนพื้นฐานที่จะถูกนำมาคิดรวมด้วย เช่น

  • รายได้จากเงินเดือน หรือการทำงานประจำ ที่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัวที่หักได้ 60,000 บาท
  • เงินประกันสังคมที่สามารถลดหย่อนภาษีตามยอดจริงสูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท

 

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

ตัวอย่างเช่น หากเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีเงินเดือน 25,000 บาทต่อเดือน ได้รับโบนัส 30,000 บาท เงินได้สุทธิตลอดทั้งปีจะเป็นจำนวนเงิน (25,000 x 12) + 30,000 = 330,000 บาท ซึ่งถือเป็นรายได้จากการรับเงินเดือน จึงสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 100,000 บาท อีกทั้งยังมีค่าลดหย่อนส่วนตัวที่หักได้ 60,000 บาท รวมถึงมีค่าลดหย่อนจากเงินประกันสังคมอีก 9,000 บาท

เงินได้สุทธิทั้งหมดจึงเป็นจำนวน 330,000 - 100,000 - 60,000 - 9,000 = 161,000 บาท ซึ่งจะมีฐานภาษีบุคคลธรรมดา อยู่ในขั้น 150,001 - 300,000 บาท และสามารถนำมาแจกแจงตามตารางได้ ดังนี้

  • เงินได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) ในส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท อัตราเสียภาษี 5% แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้น


ดังนั้น หากนำมาแทนค่าตามสูตรจะได้ค่าภาษีที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนเงิน (161,000 - 150,000 ) x 5% = 550 บาท แต่หากมีการวางแผนค่าลดหย่อนไว้ล่วงหน้า อาจไม่ต้องเสียภาษี และยังมีโอกาสได้รับการคืนเงินภาษีอีกด้วย 

 

เงินเดือนเท่านี้ ต้องเสียภาษีเท่าไร?

อย่างที่บอกไปว่า การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้มีรายได้ประจำจะขึ้นอยู่กับ “หลักการอัตราภาษีก้าวหน้า” ซึ่งรายได้ยิ่งมาก อัตราเสียภาษีก็จะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนตามหลักการ "รายได้ยิ่งมาก อัตราภาษียิ่งสูง" ตารางด้านล่างนี้ จะช่วยประมาณการภาษีสำหรับพนักงานประจำ (กรณีหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวพื้นฐานเท่านั้น)  

 

 

 เงินเดือน (บาท)

 รายได้รวมต่อปี (บาท)

 ฐานภาษีสูงสุด

ภาษีที่ต้องจ่าย (ประมาณการ)

คำแนะนำเบื้องต้น

≤ 20,000

ไม่เกิน 240,000

ยกเว้น

0 บาท

เงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

30,000 - 40,000

360,000 - 480,000

5% - 10%

ไม่เกิน 8,600 บาท

อาจไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากมีการวางแผนค่าลดหย่อนภาษีต่างๆ เช่น ซื้อประกันชีวิตหรือประกันแบบสะสมทรัพย์

50,000 - 60,000

600,000 - 720,000

10% - 15%

ไม่เกิน 35,000 บาท

การลงทุนในกองทุนรวม RMF/Thai ESG รวมถึงเบี้ยประกันชีวิตที่นำมาลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท

70,000 - 80,000

840,000 - 1,000,000

20%

ไม่เกิน 75,000 บาท

การใช้สิทธิลดหย่อนจากประกันชีวิตแบบบำนาญ (ลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท) หรือกองทุน RMF/Thai EGS จะช่วยลดภาระภาษีได้มากกว่าครึ่ง

 

90,000 ขึ้นไป

1,000,000 ขึ้นไป

25% - 35%

100,000 บาท++

ต้องวางแผนภาษีเชิงรุกเพื่อประหยัดเงินหลักแสน ด้วยการใช้สิทธิลดหย่อนจากเบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ หรือการลงทุนในกองทุน RMF/Thai ESG

 

ผู้หญิงกำลังวางแผนภาษีด้วยการซื้อแผนประกันชีวิตและประกันสุขภาพ

 

สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2568 ที่ควรรู้

หลังจากเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีสำคัญในการช่วยลดฐานการเสียภาษีและเพิ่มโอกาสในการได้รับเงินคืนภาษี การรู้จักหมวดค่าลดหย่อนที่ถูกต้องและครบถ้วน จะทำให้คุณสามารถวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

หมวดค่าลดหย่อนพื้นฐาน

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท (กรณีไม่มีรายได้)
  • ค่าลดหย่อนบุตร 30,000 บาทต่อคน
  • ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา 30,000 บาทต่อคน
  • เงินสมทบกองทุนประกันสังคม สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท

 

หมวดเบี้ยประกันและการออม

  • เบี้ยประกันชีวิต (ทั่วไป) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง ลดหย่อนได้ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ และไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ลดหย่อนได้ 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท

 

หมวดที่อยู่อาศัยและดอกเบี้ย

  • ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท
  • บ้านหลังแรกตามโครงการรัฐ (ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร)

 

หมวดบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์

  • เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  • เงินบริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา หรือโรงพยาบาลรัฐ ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง (ภายใต้เพดานที่กฎหมายกำหนด)

 

อัปเดต! มาตรการลดหย่อนภาษีปี 2568

ปีภาษี 2568 มีมาตรการลดหย่อนภาษีเฉพาะกิจจากภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชนในหลายด้าน ทั้งการบริโภค การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

 

มาตรการ Easy e-Receipt 2568

สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการที่มีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) มาหักลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ครอบคลุมสินค้าและบริการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงสินค้า OTOP และหมวดหนังสือทั้งแบบเล่มและ E-Book สำหรับรายการที่ซื้อระหว่างวันที่ 16 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ 2568

 

ค่าลดหย่อนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับที่อยู่อาศัย

ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ครอบคลุมการติดตั้งที่ดำเนินการตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นกฎหมายจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 (อยู่ระหว่างรอประกาศอย่างเป็นทางการ)

 

ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย

ผู้มีภาระกู้ซื้อบ้าน คอนโด หรืออาคารพักอาศัย สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ที่จ่ายจริงในรอบปีภาษีมาลดหย่อนได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

 

ค่าก่อสร้างบ้านใหม่ 2567-2568

ค่าก่อสร้างบ้านใหม่ตามสัญญาจ้างที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567 - 31 ธันวาคม 2568 สามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาหักลดหย่อนได้ 10,000 บาทต่อทุก 1 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ของจำนวนค่าก่อสร้างที่จ่ายจริง โดยลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท โดยจำกัดค่าก่อสร้างบ้านใหม่ไม่เกิน 1 หลัง สูงสุดไม่เกิน 10,000,000 บาท

มาตรการเหล่านี้สะท้อนแนวทางของภาครัฐที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจในการออมและลงทุนของประชาชน ซึ่งผู้เสียภาษีควรติดตามประกาศเพิ่มเติมจากกรมสรรพากร เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนได้ครบถ้วนภายในปีภาษี 2568

 

แนวทางวางแผนภาษีอย่างมืออาชีพ

ก่อนยื่นภาษีทุกปี การเข้าใจโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า ฐานการเสียภาษี และสิทธิลดหย่อนที่ตนเองมี จะช่วยให้คุณประเมินภาระภาษีได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งการวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังจะทำให้คุณสามารถใช้สิทธิ์ได้ครบทุกหมวด ทั้งการออม การลงทุน หรือการใช้มาตรการจากภาครัฐ โดยไม่ต้องรอถึงสิ้นปีแล้วค่อยเริ่มคิดเรื่องภาษี

หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน การใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐานร่วมกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) จะช่วยลดภาระภาษีได้ในระยะยาว และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวินัยทางการเงินที่ยั่งยืนอีกด้วย

วางแผนภาษีอย่างคุ้มค่า ด้วยแผนประกันจากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย

เมื่อเข้าใจโครงสร้างภาษีและสิทธิลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของคุณ ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยได้ทั้งด้านความคุ้มครองและการวางแผนภาษี คือ “แผนประกันจากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งคนทำงานและครอบครัวยุคใหม่

พรูเด็นเชียล ประเทศไทย นำเสนอแบบประกันภัยที่ครอบคลุมความต้องการในทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น

  • แบบสะสมทรัพย์ สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างเงินออมทั้งระยะสั้นและ พร้อมรับผลตอบแทนที่แน่นอน และสิทธิลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
  •      ที่ให้คุณบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่น โดยชำระเบี้ยประกันภัยในอัตราที่เหมาะสมกับรายได้ พร้อมรับความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลทันที เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องการควบคุมงบประมาณรายเดือนโดยไม่กระทบต่อสิทธิลดหย่อนภาษี

การเลือกแผนประกันภัยที่เหมาะสม ไม่เพียงช่วยลดภาระภาษีในแต่ละปี แต่ยังเป็นการสร้างหลักประกันให้กับชีวิตและครอบครัวในระยะยาว วางแผนวันนี้ เพื่อชีวิตที่มั่นคงและพร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงกับพรูเด็นเชียล ประเทศไทย

 

หมายเหตุ

  • ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
  • เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา?

          ทุกคนที่มีรายได้จากการทำงานในประเทศไทยและมีรายได้ตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด มีหน้าที่ยื่นแบบและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91)  รายได้จะยังไม่ถึงขั้นเสียภาษี ก็ควรยื่นแบบเพื่อแสดงรายได้ให้ถูกต้องและอาจได้รับสิทธิลดหย่อนบางส่วน

ผู้ที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/ภ.ง.ด.91) ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้พึงประเมิน ดังนี้

ผู้ที่ไม่มีคู่สมรส:

  • มีเงินได้พึงประเมินเกิน 120,000 บาทต่อปี (เฉพาะกรณีมีเงินได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว)
  • มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน เกิน 60,000 บาทต่อปี

ผู้ที่มีคู่สมรส:

  • มีเงินได้พึงประเมินเกิน 220,000 บาทต่อปี (เฉพาะกรณีมีเงินได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว)
  • มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน เกิน 120,000 บาทต่อปี (ไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายรวมกัน)
บุคคลธรรมดาควรยื่นภาษีเมื่อไร?

          การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีช่วงเวลายื่นระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม ของทุกปี สำหรับรายได้ปี 2568 จะต้องยื่นภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 หากยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ จะสามารถขยายเวลาได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2569

สามารถยื่นภาษีออนไลน์ปี 2568 ได้ที่ไหน?

         ผู้เสียภาษีสามารถยื่นแบบออนไลน์ได้ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่ www.rd.go.th หรือแอปพลิเคชัน “RD Smart Tax” ซึ่งรองรับทั้งการกรอกข้อมูล ยื่นแบบ และตรวจสอบผลการคืนภาษี โดยระบบจะคำนวณยอดภาษีให้อัตโนมัติและแจ้งสถานะได้แบบเรียลไทม์

ศึกษาวิธียื่นภาษีออนไลน์แบบละเอียดได้ที่นี่

ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างสำหรับยื่นภาษี?

เอกสารสำคัญที่ใช้ในการยื่นภาษีปี 2568 ได้แก่

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (แบบ 50 ทวิ) จากนายจ้าง
  • หลักฐานการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม
  • เอกสารแสดงสิทธิลดหย่อน เช่น ใบเสร็จเบี้ยประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ, หลักฐานการลงทุนในกองทุน RMF, หรือ Thai ESG

ใบเสร็จรับเงินของเงินบริจาค หรือเอกสารหลักฐานแสดงดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน (ถ้ามี)

ยื่นภาษีแล้วได้เงินคืนเมื่อไร ?

          หากยื่นภาษีออนไลน์และไม่มีการขอเอกสารเพิ่มเติม กรมสรรพากรมักคืนภาษีภายใน 3-7 วันทำการ หลังอนุมัติ หากยื่นแบบกระดาษหรือมีเอกสารต้องตรวจสอบเพิ่มเติม อาจใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน โดยสามารถตรวจสอบสถานะได้ทางเว็บไซต์กรมสรรพากรหรือแอป RD Smart Tax

เงินเดือนเท่าไรเสียภาษีสำหรับปีภาษี 2568 และสามารถใช้เบี้ยประกันภัยแบบไหนลดหย่อนภาษีได้บ้าง?

          โดยคำนวณหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนพื้นฐานแล้ว ซึ่งหากมีรายได้ต่อเดือนราว 25,000-30,000 บาทขึ้นไป มักเริ่มเข้าสู่ขั้นภาษี 5% ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  

โดยผู้มีรายได้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนเพื่อลดภาระภาษีเงินได้ผ่านเบี้ยประกันภัย ได้ดังนี้

  • เบี้ยประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยเงื่อนไขของค่าลดหย่อนประกันชีวิตคือ ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ต้องทำประกันกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และถ้าหากมีการเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี จะถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไข ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
  • เบี้ยประกันสุขภาพ และเบี้ยประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองสุขภาพลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยเงื่อนไขของค่าลดหย่อนประกันชีวิตคือ ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ต้องทำประกันกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และมีการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ

โดยเมื่อรวมค่าลดหย่อนประกันชีวิตและการลงทุนในการวางแผนเกษียณ ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ และประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

หมายเหตุ: ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของกรมสรรพากรและรายละเอียดเงื่อนไขของกรมธรรม์ก่อนใช้สิทธิลดหย่อนเสมอ

 

ข้อมูลอ้างอิง

ลดหย่อนภาษี ปี 2568: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

ทางเลือกลดหย่อนภาษี 2568 ลงทุนแบบไหนได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง