มลพิษกำลังขโมยพลังชีวิตเรา นอนไม่หลับ เครียดง่าย ผลงานตก มลพิษอาจอยู่เบื้องหลัง
สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ทั้งพายุหนักท่ามกลางหน้าร้อน ฝนที่ตกไม่ตรงฤดูกาล และความร้อนสุดขั้วที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในปีเดียว สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกเราว่าโลกวันนี้กำลังอยู่ในสภาวะแปรปรวนจนยากจะคาดเดา
เมื่อทุกอย่างรอบตัวไม่แน่นอน ความรู้สึกไม่มั่นคงก็เกิดขึ้นตามมา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนจำนวนมากตกอยู่ในโหมดที่เรียกว่า Climate Anxiety ความวิตกกังวลต่ออนาคตของสภาพอากาศและความเป็นอยู่ ว่าเราจะรับมือไหวหรือไม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ความกังวลนี้เกิดจากผลกระทบสะสมในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่คุณภาพอากาศแย่ ๆ ไปจนถึงสภาพอากาศที่ผันผวนภายในหนึ่งวัน
งานวิจัยจำนวนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า มลพิษและสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลต่อสมอง อารมณ์ และความสามารถในการทำงานของเรามากกว่าที่คิด และที่น่าเป็นห่วงคือผลกระทบเหล่านี้มักเกิดขึ้นแบบเงียบ ๆ ไม่ได้แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่กลับค่อย ๆ สะสม กัดกินเราไปเรื่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ความเหนื่อยล้า ความคิดที่ช้าลง ไปจนถึงความเครียดโดยไม่รู้สาเหตุ
ร้อนจัด ฝนกระหน่ำ ฝุ่นกระจุก เป็นประสบการณ์ที่เราต้องเผชิญมากขึ้นในทุกปี และยิ่งช่วงนี้ที่อากาศเริ่มเย็นลง อาจนำมาซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า PM2.5 หนึ่งในมลพิษที่อันตรายต่อชีวิต องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ประชากรมากกว่าครึ่งของโลกกำลังหายใจเอาอากาศที่ไม่บริสุทธิ์เข้าไป เมืองใหญ่หลายแห่งมีค่าฝุ่นเกิดเกณฑ์ปลอดภัย โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งรวมถึงกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ที่มีระดับฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงขึ้นจนน่ากังวลใจในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา
บทความนี้ Prudential ร่วมกับ Environman พาทุกคนไปสำรวจ 3 ผลกระทบใหญ่ที่อธิบายว่า ทำไมมลพิษในแต่ละวันกำลังบั่นทอนสุขภาพจิตและศักยภาพของเราทุกวัน โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

เครียด กังวล และซึมเศร้า
วันที่ท้องฟ้าหม่น อากาศอบอ้าว ค่าฝุ่นสูง คนทั่วไปไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอารมณ์ที่หดหู่ ความกังวลที่เพิ่มขึ้น หรือความรู้สึก ‘ไม่ไหวแล้ววันนี้’ เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศที่ตัวเองกำลังหายใจเข้าปอด
งานวิจัยจาก American Psychiatric Association ชี้ว่าอนุภาคขนาดเล็กอย่าง PM2.5 สามารถเดินทางเข้าสู่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ได้ ทำให้เกิด การอักเสบของระบบประสาท ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
นอกจากนี้งานวิจัยเชิงพฤติกรรมที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nature บอกว่า เมื่อระดับฝุ่นในเมืองเพิ่มขึ้น ผู้คนจะค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและภาวะจิตใจมากขึ้น สะท้อนภาพรวมของสังคมที่รู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ทางจิตใจโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ในไทย งานสำรวจจากจุฬาฯ ก็พบว่าคนที่เช็กค่าฝุ่นบ่อย ๆ มีความวิตกกังวลสูงกว่าเกือบสองเท่า เพราะสมองถูกบังคับให้อยู่ในโหมดระแวดระวังตลอดเวลา
ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่ต่างชี้ว่ามลพิษอากาศมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพจิต ซึ่งแสดงให้เห็นอารมณ์ที่แปรปรวน เหนื่อยง่าย หรือความรู้สึกไม่มั่นคงที่ยากจะอธิบาย อาจเป็นเสียงสะท้อนจากอากาศรอบตัว ไม่ใช่ความผิดปกติในตัวเราอย่างที่เคยคิด

หลับไม่สนิท
คืนที่อากาศอบอ้าวหรือวันที่ฝุ่นคลุมฟ้า เราอาจนอนหลับได้ไม่เต็มที่ ? งานวิจัยเริ่มพบความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพอากาศกับคุณภาพการนอนหลับของเรา เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยจีนได้สำรวจคนหนุ่มสาวกว่า 12,000 คนใน 261 เมือง และพบว่าการเพิ่มขึ้นของมลพิษในระยะสั้นสัมพันธ์กับการนอนที่แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากปริมาณฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ความเสี่ยงที่จะมีปัญหาการนอน เช่น นอนไม่หลับหรือนอนกระสับกระส่าย จะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% แถมยังพบว่าฝุ่นระดับนี้ทำให้คนใช้เวลานานขึ้นกว่าเดิมราว 3 นาทีในการเข้าสู่ภาวะหลับลึก หลับยากขึ้น ซึ่งฟังดูเหมือนไม่มาก แต่หากเกิดขึ้นทุกคืนต่อเนื่องก็สะสมเป็นชั่วโมงของการพักผ่อนที่สูญเสียไปได้
เช่นเดียวกันมีงานวิจัยในยุโรปปี 2025 พบว่าทุกๆ การเพิ่มขึ้นของฝุ่น PM10 หนึ่งหน่วยสัมพันธ์กับดัชนีความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยหลายคนอาการแย่ลงและต้องเข้าขั้นรักษาที่เข้มงวดกว่าเดิม นักวิจัยอธิบายว่า ผลกระทบนี้ “แม้ดูเล็กน้อยต่อคนคนหนึ่ง แต่เมื่อเกิดกับคนทั้งสังคมก็จะเลื่อนระดับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่สาธารณสุขไม่ควรมองข้าม” กล่าวคือ อากาศที่แย่ทำให้เราได้นอนน้อยลง ตื่นมาไม่สดชื่น และอาจซ้ำเติมปัญหาสุขภาพที่มีอยู่แล้วให้หนักขึ้นไปอีก

สมองทำงานช้า ไม่ Productive
นอกจากเรื่องอารมณ์และการนอนแล้ว มลพิษอากาศยังส่งผลกระทบต่อ สมองและประสิทธิภาพในการทำงาน ของเราแบบเนียน ๆ ด้วย เราน่าจะเคยเป็นกันที่อยู่ดี ๆ ก็ “สมองตื้อ” คิดอะไรไม่ออก สาเหตุอาจเป็นเพราะวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าวหรืออากาศที่ฝุ่นเยอะ ซึ่งไม่ได้เป็นอาการที่อยู่ดี ๆ ก็โผล่ขึ้นมา
งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าคุณภาพอากาศที่แย่สามารถลดความสามารถในการรับรู้และประสิทธิภาพการทำงานจริง ยกตัวอย่างการศึกษาในลอนดอนที่เก็บข้อมูลการเล่นเกมแก้ปริศนา (escape room) กว่า 15,000 เกม พบว่าในวันที่มลพิษสูง ทีมผู้เล่นใช้เวลามากขึ้นโดยเฉลี่ย 5% ในการแก้ปัญหา เทียบกับวันที่อากาศดี ทั้งที่ตัวปริศนาเหมือนเดิมทุกประการ ผลวิจัยสรุปว่าหมอกควันทำให้การคิดวิเคราะห์ช้าลงและการทำงานเป็นทีมไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม
สถานการณ์นี้อาจเกิดได้ทั่วไปในเมืองใหญ่ที่ฝุ่นหนาแน่น (นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่าในประเทศกำลังพัฒนาที่มลพิษสูงกว่าลอนดอนมาก ผลกระทบต่อการทำงานอาจยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก) ไม่เพียงลดประสิทธิภาพส่วนบุคคล มลพิษยังทำลาย ผลิตภาพของประเทศ ในภาพกว้างด้วย รายงานจาก World Economic Forum ระบุว่าทุกวันนี้ทั่วโลกมีการสูญเสียวันทำงานเพราะปัญหาสุขภาพที่เกิดจากมลพิษรวมกันกว่า 1.2 พันล้านวันต่อปี และตัวเลขอาจพุ่งสู่ 3.8 พันล้านวันต่อปีภายในปี 2060 หากเราไม่ควบคุมมลพิษเสียแต่ตอนนี้ นั่นเท่ากับคนจำนวนมหาศาลต้องขาดงานหรือประสิทธิภาพการทำงานตกต่ำเพราะอากาศที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น การลงทุนปรับปรุงคุณภาพอากาศไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังหมายถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากแรงงานที่สุขภาพดีและทำงานได้เต็มศักยภาพมากขึ้นด้วย กล่าวได้ว่าอากาศดีคือกำไรของทุกฝ่าย ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และระบบสาธารณสุข

แม้ผลกระทบของมลพิษต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพของผู้คนจะฟังดู “เล็กน้อย” ในแต่ละกรณี เช่น นอนหลับน้อยลง ทำงานช้าลงนิดหน่อย หรือความเครียดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมในระยะยาวแล้ว ผลรวมของมัน “ไม่เล็ก” เลย ดังที่ผู้เชี่ยวชาญเปรียบเปรยว่าผลกระทบเล็กๆ เหล่านี้อาจเลื่อนระดับความรุนแรงของปัญหาสุขภาพในคนทั้งประเทศให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เราจึงไม่ควรมองข้ามสัญญาณเหล่านี้
แต่นั้นก็หมายความว่าการแก้ไขปัญหามลพิษจะส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพใจของเราด้วย นักวิจัยจากหลายสถาบันยืนยันตรงกันว่าการลดระดับมลพิษในอากาศสามารถช่วยลดภาระปัญหาสุขภาพจิตและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง เมื่อท้องฟ้าโปร่งขึ้น เราไม่เพียงหายใจได้เต็มปอดขึ้นเท่านั้น แต่จิตใจก็จะปลอดโปร่ง เบาสบาย และมีพลังสร้างสรรค์มากขึ้นตามไปด้วย มลพิษทางอากาศจึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องปอด แต่มันคือเรื่องของความสุขและศักยภาพของคนทุกคน หากเราร่วมมือกันลดหมอกควันลงได้อีกนิด ชีวิตของเราก็จะดีขึ้นได้อีกมาก ทั้งสุขภาพกาย จิตใจ และสังคมโดยรวมอีกด้วย
แหล่งอ้างอิง:
