เลือกภาษา
close
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เสริมภูมิคุ้มกันโรคร้าย
เคล็ด (ไม่) ลับ น่ารู้ - พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันโรคร้าย เสริมภูมิคุ้มกัน

 

            ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีอาการรุนแรงที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงเป็นการป้องกันที่สำคัญ ทั้งยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            ถึงแม้ว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด แต่หลายคนก็ยังลังเลและไม่มั่นใจว่าควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ดีไหม? เพราะกังวลถึงอาการหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น บทความนี้จะมาช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้มากขึ้น ทั้งประโยชน์ที่ได้รับ และข้อควรระวัง เพื่อนำไปเสริมสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

 

 

Table of Contents:

 

 

ไขคำตอบ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดไหม ช่วยอะไร

 

ไข้หวัดใหญ่ คืออะไร ?

            ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ง่าย โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย อาการหลัก ๆ ได้แก่ ไข้สูง ไอ หายใจลำบาก และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งเชื้อไวรัสนี้มีหลายสายพันธุ์และสามารถพัฒนาตัวเองได้ทุกปี ทำให้ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว

การติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น ปอดบวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

 

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ คืออะไร มีกี่ชนิด ?

            วัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือวัคซีนที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถต่อต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ โดยวัคซีนจะถูกปรับปรุงสูตรตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ของไวรัสที่คาดว่าจะระบาดในแต่ละปี ซึ่งหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่

  • วัคซีน 3 สายพันธุ์ (Trivalent Influenza Vaccine) สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์
  • วัคซีน 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent Influenza Vaccine สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ โดยจะครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B มากขึ้น

 

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันได้จริงหรือไม่ ?

            การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และลดความเสี่ยงจากอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงมาก ความเสี่ยงจากการป่วยหนัก การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หรือการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนยังช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อให้กับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

ข้อมูลเหล่านี้ จึงช่วยตอบคำถามที่ว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดไหมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้

 

ใครควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่บ้าง ?

            ทุกคนสามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ที่แนะนำว่าควรฉีดอย่างยิ่ง

  • ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กอายุ 6 เดือน - 2 ปี
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคไตวาย โรคเบาหวาน
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน (BMI > 35)
  • บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วย

 

ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เมื่อไร ?

            การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถกลายพันธุ์และพัฒนาเป็นสายพันธุ์ใหม่ได้เสมอ ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนที่เคยฉีดไปแล้วอาจไม่ครอบคลุมสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในปัจจุบัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกจึงมีการปรับปรุงสูตรวัคซีนในแต่ละปีให้เหมาะสมกับเชื้อที่คาดว่าจะแพร่ระบาด ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการฉีดวัคซีน คือก่อนช่วงฤดูระบาด ซึ่งในประเทศไทยจะอยู่ในช่วงเวลาดังนี้ 

  • ช่วงก่อนฤดูฝน (ประมาณเดือนมกราคม - มิถุนายน) : โรคไข้หวัดใหญ่มักแพร่ระบาดมากขึ้นในช่วงฤดูฝนเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อ
  • ช่วงก่อนฤดูหนาว (ประมาณเดือนกันยายน - ธันวาคม) : เป็นอีกช่วงที่การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่อาจเพิ่มขึ้นได้

            โดยหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันและทำงานได้เต็มที่ภายในประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับวัคซีน ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรค หรือหากป่วยก็จะมีอาการที่ไม่รุนแรงและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยลง

 

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่ ?

            คำตอบคือ ไม่ได้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ถูกพัฒนามาเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะ ไม่สามารถป้องกันโรคโควิด-19 ได้ แต่การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อร่วมกันระหว่างไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ที่อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น และยังช่วยลดความสับสนในการวินิจฉัยโรคได้อีกด้วย

 

การเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีน

            ก่อนการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ควรพิจารณาและเตรียมตัวตามขั้นตอนดังนี้ 

  • ตรวจสอบสุขภาพ เพื่อตรวจว่าร่างกายว่าอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะฉีดวัคซีนหรือไม่
  • ปรึกษาแพทย์ หากมีโรคประจำตัว หรือมีข้อสงสัยใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งก่อนและหลังการฉีดวัคซีน

 

การดูแลตัวเองหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

            หลังจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้ว ควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำ ดังนี้

  • หากมีอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดบวมที่บริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ต่ำ ๆ ควรพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำให้มาก โดยอาการเหล่านี้มักจะหายไปเองใน 1-2 วัน
  • หากมีอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ เกิดอาการแพ้ที่ทำให้แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือมีไข้พบแพสูงต่อเนื่อง ควรไปทย์ทันที

 

ข้อห้ามในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

            ถึงแม้ว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะมีข้อดีในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ แต่ก็อาจมีผลกระทบสำหรับคนบางกลุ่ม  ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน เช่น การแพ้โปรตีนไข่ เนื่องจากวัคซีนบางชนิดผลิตจากไข่ไก่
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฉีด
  • หญิงตั้งครรภ์ อาจมีข้อจำกัดในการฉีดวัคซีนบางชนิด จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน

 

อาการหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

            อาการหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มักไม่รุนแรงและเป็นเพียงผลข้างเคียงชั่วคราวที่สามารถเกิดขึ้นได้  โดยมักจะหายในเวลาไม่นานและไม่เป็นอันตราย เช่น

  • อาการปวดบริเวณที่ฉีด
  • มีไข้ต่ำ หรืออ่อนเพลีย
  • ปวดศีรษะ
  • อาการคลื่นไส้

 

 

แพทย์กำลังเตรียมการการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้แก่กลุ่มเสี่ยงที่มีสิทธิ์รับวัคซีนฟรี

 

สวัสดิการรัฐและช่องทางการตรวจสอบสิทธิ

            กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายจัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้แก่ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสามารถขอรับสิทธิ์ได้ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่ง 7 กลุ่มเสี่ยงที่มีสิทธิ์รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ได้แก่

  • หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
  • เด็กเล็ก อายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี
  • ผู้สูงอายุ อายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคหอบหืด, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคเบาหวาน และผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับการรักษาด้วยเคมีบำบัด
  • ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ
  • ผู้มีน้ำหนักเกิน น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือมีดัชนีมวลกาย หรือ BMI มากกว่า 35 กก./ตร.ม.)
  • ผู้พิการทางสมอง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

            สามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่หน่วยบริการสาธารณสุข หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากโรงพยาบาลใกล้บ้าน

            โรคไข้หวัดใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงเป็นการป้องกันที่สำคัญ นอกจากนี้ การทำประกันสุขภาพ จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ยังจะช่วยให้คุณอุ่นใจในทุกสถานการณ์ แถมไม่ต้องกังวลกับเรื่องค่ารักษาพยาบาลเมื่อต้องเจ็บป่วย ทั้งยังสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

 

หมายเหตุ

  • ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
  • เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

ข้อมูลอ้างอิง

  • ภญ.นันทพร เล็กพิทยา. (2024). วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine). คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. https://www.rama.mahidol.ac.th/atrama/issue051/rama-rdu

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเรื่องการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ไม่สบายฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ไหม ?

หากมีอาการป่วย หรือมีไข้สูง ไม่ควรฉีดวัคซีนในช่วงเวลานั้น ควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อนจนกว่าอาการจะหายดีและร่างกายกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ เพื่อให้วัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมกับวัคซีนอื่นได้หรือไม่ ?

จากคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ พร้อมกับวัคซีนอื่น เช่น วัคซีนโควิด-19 หรือวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ สามารถฉีดในวันเดียวกันได้เลยโดยไม่ต้องเว้นระยะห่าง ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน

วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับเด็กและผู้ใหญ่มีความแตกต่างกันหรือไม่ ?

โดยทั่วไปวัคซีนที่ใช้สำหรับเด็กและผู้ใหญ่มักจะเป็นวัคซีนชนิดเดียวกัน แต่ในเด็กเล็กอายุ 6 เดือนถึง 8 ปีที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน อาจต้องได้รับวัคซีนจำนวน 2 โดส โดยห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้สมบูรณ์