สุขภาพดีต้องรู้เท่าทัน!
ก่อนจะลองตามเทรนด์ต้องเช็กให้ชัวร์
เทรนด์ด้านสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจดูแลตัวเองมากขึ้น ทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพจิต ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งจากธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่เทรนด์ที่มาแรงเหล่านี้ มันดีต่อสุขภาพแค่ไหน ใครบ้างที่ต้องระวัง แล้วเหมาะกับทุกคนจริงหรือ?

ช็อกร่างกายด้วยการแช่น้ำแข็ง (Ice Bath)
การบำบัดด้วยความเย็นเป็นที่นิยมของนักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ๆ โดยการใช้ความเย็นฟื้นฟูบำบัดร่างกายหลังออกกำลังกาย โดยการลงไปแช่ในน้ำเย็นจัด หรือใส่น้ำแข็งลงในน้ำ ให้อุณหภูมิของน้ำจะอยู่ที่ประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส และแช่ร่างกายเป็นเวลาประมาณ 10-15 นาที หลังจากออกกำลังกายภายใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ จากการออกกำลังกายอย่างหนัก กล้ามเนื้ออาจเกิดการอักเสบหรือฉีกขาดเล็กน้อย การแช่น้ำแข็งช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดการไหลเวียนของเลือด และบรรเทาอาการอักเสบ ทั้งยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
ข้อดีของการทำ Ice Bath
- บรรเทาอาการเจ็บปวด ผ่อนคลายความเมื่อยล้า นอนหลับสบายขึ้น
- ลดการอักเสบกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย
- ฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้น กระตุ้นระบบประสาทและการไหลเวียนโลหิต
ความเสี่ยงและข้อควรระวังของการทำ Ice Bath
-
การแช่ตัวในน้ำเย็นจัดมีความเสี่ยงต่อการช็อก ไม่ควรแช่นานเกิน 15-20 นาที ผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจไม่ควรทำ
-
การแช่น้ำเย็นจัดที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียสอย่างกะทันหัน หรือพรวดพราดลงไป จะทำให้ร่างกายตกใจ อาจรุนแรงถึงขึ้นทำให้เสียชีวิตได้ และความเย็นจัดจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น สมองคิดช้าลง เคลื่อนไหวช้าลง
-
เมื่อร่างกายอยู่ในอุณหภูมิเย็นจัด อาจจะเกิดผื่นแดง ผิวลอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นเร็ว ความดันต่ำ หน้ามืด แผลพุพองจากความเย็น
-
ในผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำ Ice Bath โดยเฉพาะผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอาจทำให้หัวใจวายหรือหลอดเลือดตีบแตกแบบฉับพลัน
-
กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงการทำ Ice Bath สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหัวใจ
-
การแช่ตัวในน้ำเย็นต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ และต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยต่างๆ
กินสาหร่าย Sea Moss Gel วันละช้อน
ถือเป็น Superfood ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้รักสุขภาพและสายเฮลท์ตี้ทั่วโลก Sea Moss หรือ Irish Moss เป็นสาหร่ายทะเลตระกูล สาหร่ายสีแดง ถูกนำมาแปรรูปเป็น Sea Moss Gel เป็นเจลใส ๆ มีความหนืด เพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น Sea Moss Gel ถูกยกให้เป็น ซูเปอร์ฟู้ด เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย เช่น มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและกระจ่างใส ดีต่อระบบย่อยอาหาร มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น และเป็น พรีไบโอติกส์ช่วยให้ลำไส้แข็งแรง เสริมภูมิคุ้มกัน
การกิน Sea Moss Gel มีข้อดีอะไร?
-
อุดมไปด้วยแร่ธาตุจำเป็น มากกว่า 90 ชนิด เช่น ไอโอดีน สังกะสี แคลเซียม แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก
-
เสริมภูมิคุ้มกัน มีสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยบำรุงผิวพรรณ ให้ผิวชุ่มชื้น ลดการอักเสบ
-
มีไอโอดีนธรรมชาติ ที่จำเป็นต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์
-
ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร ช่วยในเรื่องการขับถ่าย และอุดมด้วยแร่ธาตุที่ช่วยเพิ่มพลังให้ร่างกาย
-
Sea Moss Gel เหมาะกับผู้ที่ขาดแร่ธาตุ เช่น ไอโอดีน แมกนีเซียม หรือเหล็ก ผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันและดูแลสุขภาพลำไส้ ต้องการไฟเบอร์ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและระบบขับถ่าย
ก่อนจะกิน Sea Moss Gel ต้องระวังอะไร
-
ผู้ที่มีปัญหาไทรอยด์ไม่ควรทาน Sea Moss Gel เพราะมีไอโอดีนสูง ทานมากไปอาจกระทบต่อไทรอยด์และฮอร์โมนได้
-
หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรไม่ควรกิน เพราะยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับความปลอดภัย
-
ผู้ที่แพ้อาหารทะเล ไม่ควรทาน Sea Moss Gel แม้จะเป็นพืชทะเล แต่ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้
-
ผู้ที่กังวลเรื่องโลหะหนัก เพราะสาหร่ายทะเลมีโอกาสปนเปื้อนสารโลหะหนักได้ หากแหล่งผลิตไม่ปลอดภัย
-
ก่อนตัดสินใจบริโภค Sea Moss Gel ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าเหมาะกับร่างกายของเรา และควรเลือกซื้อจากร้านและแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้
กินแต่อาหาร Plant Based เพราะอยากงดเนื้อสัตว์
Plant Based คือการทานอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว เมล็ดพืช และพืชตระกูลถั่ว อาหารธรรมชาติที่ไม่แปรรูป โดยลดหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และอาหารแปรรูป ถึงแม้บางคนอาจยังรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณน้อยอยู่บ้าง การทานแบบ Plant Based สามารถเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพได้ แต่ต้องวางแผนโภชนาการให้รอบด้าน เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร หรือปรึกษานักโภชนาการ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน
ข้อดีของการกิน Plant Based
- ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรค เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม นอกจากนี้ในพืชตระกูลต่าง ๆ เช่น อัลมอนด์ เฮเซลนัต แมคาเดเมีย หรือวอลนัตยังเป็นแหล่งของโปรตีน และไขมันชนิดดี ที่ช่วยในเรื่องความจำ ช่วยลดภาวะโรคซึมเศร้า รวมถึงภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุได้อีกด้วย
- ช่วยควบคุมน้ำหนัก อาหาร Plant Based มีคอเลสเตอรอลน้อย และช่วยลดการดูดซึมไขมัน หากออกกำลังกายควบคู่อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดค่า BMI หรือค่าดัชนีมวลกายให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น ผู้ที่ลดน้ำหนักจึงนิยมเลือกการทานอาหารแบบ Plant Based เพื่อให้ง่ายต่อการรักษารูปร่าง
- การทานพืชผัก และธัญพืชเป็นหลัก ช่วยป้องกันโรค เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคความจำเสื่อม และโรคเรื้อรังบางชนิดได้ ช่วยระงับการอักเสบของลำไส้ โรคในระบบทางเดินอาหาร และทำให้ลำไส้แข็งแรง นอกจากนี้ยังพบว่าการทานอาหารแบบ Plant Based ยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคข้ออักเสบ ช่วยปรับปรุงการทำงานของตับให้ดีขึ้น ช่วยให้ไตแข็งแรงขึ้น และชะลอกระบวนการเสื่อมและชราภาพของร่างกายได้
- ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน เป็นแหล่งอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยควบคุมความอยากอาหาร และช่วยในการขับถ่าย
ความเสี่ยงและข้อควรระวัง Plant Based
-
การไม่ทานเนื้อสัตว์ นม ไข่ เสี่ยงต่อภาวะขาดวิตามินบี 12 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดโรคโลหิตจาง เกิดความผิดปกติของระบบประสาท ชาตามปลายมือปลายเท้า อ่อนเพลีย
-
เสี่ยงภาวะขาดธาตุเหล็กที่มาจากเนื้อสัตว์ ซึ่งผู้ป่วยโรคเลือด เช่น โลหิตจางควรระมัดระวัง
-
การงดผลิตภัณฑ์จากนมอาจทำให้ได้รับแคลเซียมและวิตามิน D ไม่เพียงพอ
-
อาหารที่ทำมาจากพืชมักมีพลังงานต่ำ หากทานไม่เพียงพอ อาจรู้สึกอ่อนเพลียหรือน้ำหนักลดเกินไป
-
ควรเสริมวิตามินบี 12 เพื่อป้องกันภาวะขาดวิตามินบี 12 อันจะนำไปสู่ความผิดปกติของร่างกาย
ฮิตมาก ฉันต้องดื่มมัทฉะทุกวัน
เมนูเครื่องดื่มที่สายรักสุขภาพชื่นชอบ มัทฉะมีสารต้านอนุมูลอิสระก็คือ EGCG ซึ่งอยู่ในกลุ่มคาเทชิน ซึ่งในมัทฉะมีอยู่ค่อนข้างสูง และมีมากกว่าในชาเขียวทั่ว ๆ ไปถึง 137 เท่า การศึกษาพบว่า การดื่มมัทฉะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดไขมันและน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจต่าง ๆ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจมีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย
ข้อดีของการดื่มมัทฉะ
- ต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะคาเทชิน ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งและโรคหัวใจ
- ช่วยกระตุ้นสมาธิและเพิ่มพลังงาน มัทฉะมีคาเฟอีน แต่ในปริมาณที่สมดุลกับสาร แอลธีอะนีน (L-theanine) ซึ่งช่วยให้รู้สึกตื่นตัวอย่างสงบ เพิ่มสมาธิและลดความเครียด ต่างจากคาเฟอีนในกาแฟที่อาจทำให้ใจสั่น
- ช่วยเรื่องควบคุมน้ำหนัก เพิ่มการเผาผลาญไขมัน จึงอาจเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย
- ดีต่อสุขภาพ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิต ส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต
- ช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย คลอโรฟิลล์ในมัทฉะมีคุณสมบัติช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายและสนับสนุนการทำงานของตับ
- ดีต่อระบบทางเดินอาหารและลำไส้ มัทฉะมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และส่งเสริมสมดุลของแบคทีเรียดีในลำไส้ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และลดปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ท้องอืด หรือท้องผูก
ความเสี่ยงและข้อควรระวังของการดื่มมัทฉะ
-
คนที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กหรือเป็นโรคโลหิตจาง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มมัทฉะ เพราะมัทฉะจะไปขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็กในร่างกาย และไม่ควรดื่มพร้อมกับการกินวิตามินเสริมธาตุเหล็ก เพราะทำให้ร่างกายดูดซึมได้ยาก
-
การดื่มในปริมาณที่มากไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ
-
มัทฉะที่ไม่ได้คุณภาพอาจปนเปื้อนโลหะหนักจากดินหรือสารเคมี ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาชัดเจนและได้มาตรฐาน
เช็กให้ชัวร์สักนิด..ก่อนคิดจะเชื่อและทำตาม
การทำตามกระแสสุขภาพโดยไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ อาจจะได้ผลเสียมากกว่าผลดี เพราะบางอย่างก็ไม่ปลอดภัยหรือเหมาะสมกับทุกคน ก่อนจะลองเทรนด์ใหม่ ๆ ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด หรือควรปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ
-
ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เป็นบทความจากแพทย์ นักโภชนาการ หรือผู้เชี่ยวชาญจริงหรือเปล่า
-
เหมาะกับร่างกายและสุขภาพของเราหรือไม่ เพราะแต่ละคนมีร่างกาย พื้นฐานสุขภาพ และเงื่อนไขทางการแพทย์ที่ต่างกัน เทรนด์ที่ได้ผลกับคนหนึ่ง อาจไม่เหมาะหรือเป็นอันตรายกับอีกคน
-
มีผลข้างเคียงหรือความเสี่ยงหรือไม่ เช่น การกินวิตามินเสริม การอดอาหาร หรือการออกกำลังกายหนักเกินไป อาจมีผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง เช่น ภาวะขาดสารอาหาร เสี่ยงต่อหัวใจ หรือการบาดเจ็บ

สุขภาพดีแบบยั่งยืน ด้วย 6 วิธีง่าย ๆ ที่ทำได้จริง
-
ทานอาหารหลากหลาย มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้หลากสี ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนคุณภาพดี และไขมันดีจากธรรมชาติ
-
ขยับร่างกายทุกวัน เช่น เดินขึ้นบันได แกว่งแขน ยืดเหยียดในตอนเช้า หรือออกกำลังกายเบา ๆ เพียงวันละ 15-30 นาที ก็เพียงพอในการกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
-
นอนให้พอ หลับให้ลึก ควรนอนอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ช่วง 5 ทุ่ม - ตี 2 เป็นช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone
-
ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 6-8 แก้ว เพื่อช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี เช่น การย่อยอาหาร การไหลเวียนของเลือด และการขับของเสีย งดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์
-
รับแดดช่วงสาย หัวใจแข็งแรง เวลา 7-9 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาของแสงแดดอ่อน ๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินดี ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจ ระบบประสาทและสมอง
-
ความเครียดเรื้อรังทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ การหายใจลึก ๆ การทำสมาธิ ฟังเพลงที่ชอบ หรือหางานอดิเรกช่วยให้ผ่อนคลาย และลดความเครียดได้
อัปเดตเทรนด์สุขภาพและค้นหาวิธีดูแลตัวเองที่ใช่สำหรับคุณ อย่าลืมเตรียมความพร้อมเรื่องค่ารักษาล่วงหน้า ด้วยประกันสุขภาพเหมาจ่ายจากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ให้คุณอุ่นใจ ไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายเมื่อต้องเข้ารับการรักษา
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
✅ โทร. 1621
✅ คลิก https://link.prudential.co.th/IcpBk
อ้างอิง
ICE BATHING บำบัดกล้ามเนื้อด้วยความเย็น
'Cold Plunge' แช่น้ำเย็น 10 °C ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ระวังช็อกจากความเย็นจัด
"Sea Moss Gel" มีประโยชน์อะไร ใครไม่ควรกิน
แพลนต์ เบส (Plant based) เทรนด์อาหารจากพืช เพื่อสุขภาพ
ผลต่อสุขภาพของอาหารเน้นพืชผัก (Plant-Based Diets)
ไขคำตอบ มัทฉะ ดีจริงไหม ดื่มคู่กับอะไรแล้วเสริมประโยชน์กันได้บ้าง
