เลือกภาษา
close
สุข ทุกข์ กำหนดได้ แค่เข้าใจ 8 ฮอร์โมนในร่างกาย

สุข ทุกข์ กำหนดได้
แค่เข้าใจ 8 ฮอร์โมนในร่างกาย

เพราะอารมณ์ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มี “ฮอร์โมน” เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ทุกครั้งที่เรารู้สึกดี หัวเราะได้ง่าย หรือกลับกัน เมื่อเรารู้สึกเครียด เหนื่อยใจโดยไม่ทราบสาเหตุ แท้จริงแล้วร่างกายกำลัง “สื่อสาร” ผ่านสารเคมีธรรมชาติที่เรียกว่า ฮอร์โมน (Hormones) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานแทบทุกระบบในร่างกาย ตั้งแต่การนอน อาหารที่เราทานเข้าไปในร่างกาย หรือการเผาผลาญ ไปจนถึงอารมณ์และความรู้สึก สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายจึงมีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตและความสุขในชีวิตมากกว่าที่เราคิด

 

เมื่อความเครียด ซึมเศร้า เกิดขึ้นกับคนอายุน้อย และคน Gen Z มาแรงที่สุด

 

เมื่อโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี สร้างแรงกดดันและผลกระทบต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Gen Z ที่พบว่าโรคเครียด ซึมเศร้า และวิตกกังวลมีอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตที่ทำการสำรวจเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2563 - 20 ก.พ. 2568 พบว่าคนไทยกว่า 6 ล้านราย มีปัญหาด้านสุขภาพจิต โดยมีภาวะเสี่ยงซึมเศร้า 5.6 แสนคน หรือ 9.14% มีความเครียดสูง 4.8 แสนคน หรือ 7.87% และเสี่ยงฆ่าตัวตายถึง 3.1 แสนคน หรือ 5.18% และกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังคือกลุ่ม Gen Z ที่เกิดปีพ.ศ. 2540 - 2555 มีอัตราความเสี่ยงสูงในทุกด้าน แบ่งเป็นเสี่ยงซึมเศร้า 29.54% มีความเครียดสูง 26.18% และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 17.53% ในปี 2567 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายกว่า 5 พันคน และคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอายุ 15 ปีขึ้นไปมากถึง 1.3 ล้านคน ซึ่งความเครียดเหล่านี้ก็มาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น

 

  • เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย

Gen Z เติบโตร่วมกับอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งมีข้อมูลชี้ว่า Gen Z มีการใช้อินเทอร์เน็ต / โซเชียลมีเดียเป็นเวลานานเฉลี่ยต่อวัน ส่งผลให้มีการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง ปริมาณข้อมูลทั้งข่าวร้าย ข่าวบวก และความคาดหวังจากสังคมออนไลน์มากมาย และการ ไถฟีดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวล ความไม่พอใจในตัวเอง และแรงกดดันทางใจ แต่ก็ไม่สามารถเลิกใช้โซเชียลมีเดียได้

  • แรงกดดันทางการศึกษาและอาชีพ

Gen Z ต้องเผชิญกับความคาดหวังจากครอบครัว สังคม และตนเอง เรื่องผลการเรียน การได้งานที่มั่นคง รายได้ การมีชีวิตที่ดี แต่เมื่อต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ค่าครองชีพสูง หนี้สิน และตลาดแรงงานที่ผันผวน ส่งผลต่อความมั่นคงทางจิตใจ สุขภาพจิต ก่อเกิดความเครียดที่สะสม

  • การถูกกลั่นแกล้ง ถูกบูลลี่

เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนเกิดภาวะซึมเศร้า ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ เช่น เกิดความเครียด ความรู้สึกอับอาย และมีความมั่นใจในตนเองต่ำลง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่อาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายชีวิตในอนาคต

 

8 ฮอร์โมนและสารเคมีสำคัญในร่างกาย ที่กำหนดอารมณ์ ความเครียด และความสุขของเรา

 

ความสุข ความทุกข์ เกิดจากสารเคมีในสมองแค่ หยิบมือเดียวแต่เป็นสารเคมีในสมองที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา สารเคมีเหล่านี้มีไม่กี่ชนิด แต่กลับส่งผลมหาศาลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ

1. เอ็นโดรฟิน (Endorphin)

เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากใต้สมองที่รู้จักกันในชื่อ สารสุขเปรียบเสมือนมอร์ฟีนธรรมชาติที่ร่างกายหลั่งขึ้น เอ็นโดรฟินจะทำให้ร่างกายเกิดความสุข ความผ่อนคลาย ลดความเครียด ลดอาการ ชะลอความเสื่อมของร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน และทำให้นอนหลับดีขึ้น แต่เมื่ออยู่ในภาวะเครียดฮอร์โมนชนิดนี้ก็จะลดลง

2. โดพามีน (Dopamine)

เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ รักใคร่ และยินดี เป็นสารที่หลั่งออกจากสมองกับเซลล์ประสาทในร่างกาย โดพามีนจะเกี่ยวเนื่องกับระบบประสาทหลาย ๆ ส่วน เช่น การทำงานของระบบประสาทสมอง การเคลื่อนไหว ความจำ และการเรียนรู้ ถ้าโดพามีนในร่างกายของเราต่ำเกินไป จะทำให้มีความรู้สึกหดหู่และซึมเศร้า การมีโดพามีนที่สมดุลช่วยให้รู้สึกกระตือรือร้น มีเป้าหมาย และพอใจกับชีวิต ทำให้รู้สึกมีแรงบันดาลใจ

3. เซโรโทนิน (Serotonin)

เป็นสารต้านความเครียดที่หลั่งจากสมองและหลั่งจากทางเดินอาหาร มีผลกับการทำงานของกล้ามเนื้อ อารมณ์ และพฤติกรรม และการนอนหลับ ถ้าระดับฮอร์โมนต่ำเกินไปจะทำให้เราหงุดหงิด นอนไม่ค่อยหลับ ไม่มีสมาธิ มีภาวะปวดศีรษะ เป็นไมเกรน หรืออาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้

4. ออกซิโทซิน (Oxytocin)

ฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการคลอดลูกและให้นมบุตร นอกจากนี้ยังทำให้เกิดสายใยผูกพันที่ยิ่งใหญ่ของแม่และลูก เมื่อร่างกายหลั่งออกซิโทซินก็จะช่วยให้ลดความเครียด มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ แม้กระทั่งมีอารมณ์โรแมนติก เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความผูกพันกับคนอื่น การกอด สัมผัสมือ หรือการมีเซ็กส์จะทำให้สมองหลั่งออกซิโทซินมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ เราจะรู้สึกผูกพัน รัก เข้าอกเข้าใจคู่ชีวิตมากขึ้น

5. เมลาโทนิน (Melatonin)

ฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้น โดยจะหลั่งสารนี้ออกมาจากสมองในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อควบคุมวงจรการนอนหลับและทำให้รู้สึกง่วงนอน เมื่อระดับแสงลดลงในช่วงกลางคืน สมองจะผลิตเมลาโทนินมากขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายเข้าสู่การนอนหลับ เมลาโทนินจะลดลงเมื่อแสงกลับมาในตอนเช้า ฮอร์โมนนี้เปรียบเหมือนนาฬิกาชีวภาพภายในร่างกาย ที่คอยบอกเวลาให้เราพักผ่อน ทำให้วงจรการนอนมีคุณภาพ ช่วยให้สมองได้พักและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ เมลาโทนินช่วยให้สมองหลั่งเซโรโทนินและโดพามีนได้สมดุล อารมณ์จึงสดใสขึ้นในตอนเช้า

6. คอร์ติซอล (Cortisol)

เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมหมวกไต และถือเป็นสเตียรอยด์ชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง คอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด เมื่อมีภาวะเครียด วิตกกังวล หรือมีความป่วยไข้ของร่างกาย ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกกระตุ้นให้หลั่งมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมต่อการฟื้นฟูร่างกาย คอร์ติซอลจะกระตุ้นการตอบสนองของเซลล์ในร่างกายต่อภาวะการอักเสบ ความเจ็บปวด ภาวะติดเชื้อ และกระตุ้นให้ตับสร้างน้ำตาลมากขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องการพลังงานมากกว่าปกติในภาวะเครียด ทำให้กินเยอะขึ้น หิวบ่อยขึ้น และน้ำหนักขึ้นได้เร็ว นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมระดับน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เพื่อรักษาระดับความดันให้ทำงานได้อย่างปกติด้วย

7. อะดรีนาลีน (Adrenaline)

เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมหมวกไต เป็นสารแห่งความโกรธ และเกี่ยวเนื่องกับการป้องกันตัว ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนนี้ เพื่อให้มีภาวะเตรียมพร้อมให้ร่างกายเข้าสู่การตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน และการใช้พลังงาน ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดหัวใจทำงานอย่างเต็มที่ หัวใจบีบตัวมากขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น และทำในสิ่งที่เมื่อก่อนไม่สามารถทำได้ โดยปกติแล้วอะดรีนาลินจะหลั่งช่วงที่เราตื่นเต้นหรือมีภาวะฉุกเฉิน แล้วจะลดลงมาอยู่ในระดับปกติ แต่ถ้าหลั่งมากผิดปกติอาจเกิดจากเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต  ทำให้มีอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง

8. โปรเจสเตอโรน (Progesterone)

ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่จะสูงขึ้นในช่วงที่จะตั้งครรภ์หรือมีรอบเดือน เตรียมพร้อมที่จะให้ไข่ที่ได้รับจากสเปิร์มแล้วมาฝังตัว โปรเจสเตอโรนสามารถหลั่งได้จากรังไข่และต่อมหมวกไต ฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว ในช่วงที่มีรอบเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกจะหนาขึ้นเตรียมพร้อมกับการฝังตัวของตัวอ่อนในการตั้งครรภ์ ถ้าไม่มีการฝังตัวของตัวอ่อนระดับโปรเจสเตอโรนจะลดลง เยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน  ถ้ามีการตั้งครรภ์โปรเจสเตอโรนจะยังคงระดับสูง รักษาไม่ให้มดลูกบีบตัวและยังสูงตลอดการตั้งครรภ์

 

ไม่อยากสมองเสื่อม หยุดเล่นมือถือเกิน 3 ชม./วัน

 

 

รู้ไหมว่า มือถือ มีส่วนทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะสมองเหนื่อย

เชื่อไหมว่าแค่เราเล่นมือถือเกินวันละ 3 ชั่วโมง ก็เพียงพอที่จะทำให้สมองเรา “ล้า” ทั้งทางร่างกายและอารมณ์ เพราะทุกการเสพสื่อและการตอบสนองบนหน้าจอ ส่งผลต่อ “ฮอร์โมนความสุข–ความเครียด” โดยตรง

 

  • การเสพข่าวร้ายตลอดเวลา ทำให้ร่างกายหลั่ง Cortisol ต่อเนื่อง เหมือนอยู่ในภาวะเครียดโดยไม่รู้ตัว
  • คนที่เอาแต่ส่องโซเชียลรอยอด Like ทำให้สมองติด Dopamine แบบผิดวิธี คือยิ่งได้ ยิ่งอยากได้อีก แต่พอไม่ได้ก็รู้สึกแย่ลง
  • การดูจอจนดึกดื่นบนเตียง ทำให้เราหลับยากขึ้นไปอีก เพราะแสงสีฟ้าจากมือถือไปรบกวนการหลั่ง Melatonin ส่งผลให้หลับยาก สมองไม่พัก
  • ไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิตอลที่มีแต่ความสัมพันธ์ออนไลน์ แทนที่การพูดคุยจริง ทำให้ร่างกายไม่หลั่ง Oxytocin ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน จึงรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว

 

เมื่อฮอร์โมนเสียสมดุลแบบนี้ สมองก็ต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น “ภาวะสมองเหนื่อย” (Digital Fatigue) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความเครียดเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า และปัญหาการนอน

 

ลองเริ่มง่าย ๆ ด้วยการตั้งเวลา “พักสมองจากหน้าจอ” วันละ 30 นาที ปิดแจ้งเตือนบ้าง หรือลองใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติและผู้คนรอบตัวมากขึ้น สมองของเราจะค่อยๆ เริ่มฟื้นฟูตัวเอง

 

 

ปรับสมดุลสารเคมีในร่างกาย ทำง่าย ๆ ได้ด้วยตัวเอง

สุขได้ทุกวัน โดยที่ไม่ต้องรอให้สมองทำงานเอง เพราะเราสามารถ กระตุ้นหรือ ปรับสมดุลเพิ่มและลดฮอร์โมนเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง

 

กิจกรรมที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะ ดูหนังตลก การนวดผ่อนคลาย การออกกำลังกาย และการมีเพศสัมพันธ์ที่ถึงจุดสุดยอด ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของเอ็นโดรฟินได้

  • เพิ่มฮอร์โมนความรักโดพามีน (Dopamine) ด้วยการกอด หอม คนรักหรือครอบครัว ส่งผลให้ร่างกายมีการหลั่งโดพามีนได้เช่นกัน และทานอาหารที่มีกรดอะมิโนและโปรตีนอย่างเพียงพอ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว
  • เพิ่มระดับสารต้านเครียดเซโรโทนิน (Serotonin) การออกไปเที่ยว หรือการนวดผ่อนคลาย และการรับแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้า จะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนินได้
  • กระตุ้นการหลั่งสารความสุขออกซิโทซิน (Oxytocin) ด้วยการกอด การจับมือ หรือแม้แต่การลูบหัวสัตว์เลี้ยง การใช้เวลาร่วมกับคนที่รัก เพื่อน หรือครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว ดูหนัง จะรู้สึกเชื่อมโยง และเป็นที่รัก ก็จะช่วยให้สมองหลั่งออกซิโทซินมากขึ้น
  • ปรับสมดุลเมลาโทนิน (Melatonin) ด้วยการนอนในห้องที่มืดสนิท ปิดหน้าจอและลดแสงฟ้า ก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง เพราะแสงจากมือถือและคอมพิวเตอร์ยับยั้งการหลั่งเมลาโทนิน ทำให้นอนหลับยาก ผ่อนคลายก่อนนอน เช่น การหายใจลึก ๆ (Breath Work*) ทำสมาธิ หรืออ่านหนังสือช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อน ออกมารับแสงแดดยามเช้า ช่วยกระตุ้นการสร้างเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของเมลาโทนินในตอนกลางคืน กินอาหารที่ช่วยสร้างเมลาโทนิน เช่น เชอร์รี่ มะเขือเทศ กล้วย ข้าวโอ๊ต อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง
  • ลดฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะคอร์ติซอลจะหลั่งสูงในช่วงเช้า และจะลดลงในช่วงบ่าย ถ้าเรานอนเป็นเวลา ระดับการทำงานของคอร์ติซอลจะเพิ่มและลดตามปกติ สำหรับคนที่นอนไม่เป็นเวลา จะมีการหลั่งของฮอร์โมนที่ผิดปกติและผิดช่วงเวลา ทำให้นอนไม่หลับ หรือการแช่น้ำเย็นหรืออาบน้ำเย็นจัด (Cold Plunge**) ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเรื่องอารมณ์และจิตใจ มีผลมีต่อสุขภาพจิต ลดความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ลดระดับฮอร์โมนความเครียด
  • เพิ่มเอ็นโดรฟิน (Endorphin) ด้วยการทำสิ่งที่ตัวเองชอบ อาจเป็นงานอดิเรกง่าย ๆ หรือแค่ออกไปเดินเที่ยวเล่นในสถานที่ที่ชอบ เช่น คาเฟ่ สวนสาธารณะ

 

*Breath Work การควบคุมลมหายใจ ด้วยการหายใจเข้า 4 วินาที / กลั้นหายใจ 7 วินาที / หายใจออกช้า ๆ 8 วินาที / ทำซ้ำอย่างนี้ 4–8 รอบ

**Cold Plunge การแช่น้ำเย็นหรืออาบน้ำเย็นจัด ที่อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส ประมาณ 4-20 นาที และควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเสมอ

 

Tips การ Hack ฮอร์โมนจากเหล่าคนดัง

เหตุใดคนดังบางคนถึงดูสดใส กระฉับกระเฉง หรือมีพลังตลอดเวลา จริงๆ แล้วเคล็ดลับไม่ซับซ้อน แค่รู้จักวิธีกระตุ้นหรือสงบฮอร์โมนบางตัว ก็ช่วยให้ความสดชื่น นอนหลับดี อารมณ์นิ่ง และดูดีอย่างที่เราเห็นตามสื่อ เช่น

  • เจนนี่ BLACKPINK เลือกจะดูแลตัวเองด้วย Cold Plunge หรือ การแช่น้ำเย็นจัด เธอเชื่อว่าจะช่วยเรื่องอารมณ์และจิตใจ ทั้งลดระดับฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอล ทั้งยังมีส่วนช่วยลดภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า
  • วิม ฮอฟ (Wim Hof) ฉายามนุษย์น้ำแข็ง ที่ฝึกการหายใจควบคู่กับการใช้ความเย็นหรือน้ำแข็ง ช่วยให้นอนหลับสบาย ลดความเครียด ลดการซึมเศร้า เพิ่มพลังงาน ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดการอักเสบของร่างกาย

วิธีการฝึกหายใจ

  1. สร้างบรรยากาศด้วยความเย็น
  2. เริ่มด้วยการหายใจเข้าให้ลึกที่สุด (แบบเร็ว) และหายใจออก ทำแบบนี้ติดกัน 30 ครั้งจากนั้นกลั้นหายใจ 1 นาที
  3. หายใจเข้าให้ลึกที่สุดอีกครั้งและกลั้นหายใจต่ออีก 15 วินาที ถ้า 3 ขั้นตอนนี้สามารถทำได้ รู้สึกผ่อนคลาย สามารถทำซ้ำอีกครั้งได้ และทำได้สูงสุด 3 ครั้งต่อวัน
  • อาร์เธอร์ บรูคส์ (Arthur Brooks) ฝึกสติในปัจจุบันขณะ โดยการทำสมาธิและหายใจลึก ๆ เขากล่าวว่า มันเป็นเครื่องมือมหัศจรรย์ที่ช่วยให้เราหยุดพัก กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความเครียด และเพิ่มความสงบใจ แค่ 10 นาทีต่อวันก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิต

 

ไม่อยากสมองเสื่อม หยุดเล่นมือถือเกิน 3 ชม./วัน

 

  

บาลานซ์ฮอร์โมนตามนาฬิการ่างกาย ปรับจังหวะชีวิตให้สมดุลตามธรรมชาติ

 

ช่วงเช้า ปลุกพลังชีวิตด้วยแสงแดดและการหายใจ

แสงแดดตอนเช้า 10–15 นาที ช่วยกระตุ้นสมองให้หลั่งเซโรโทนิน ฮอร์โมนแห่งความสุขและสมาธิ แสงธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญในร่างกาย ช่วยปรับเมลาโทนิน ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวในตอนเช้า และง่วงนอนตามเวลาที่เหมาะสมในตอนกลางคืน ฝึกการทำ Breath Work หรือการหายใจลึก ๆ เพื่อกระตุ้นโดพามีนและเอ็นโดรฟิน ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว สดชื่น พร้อมรับวันใหม่

 

ช่วงกลางวัน เติมพลังด้วยอาหารที่มีประโยชน์และการเคลื่อนไหวแบบเบา ๆ

ร่างกายต้องการพลังงานและสารอาหารที่ดีเพื่อคงระดับฮอร์โมนให้สมดุล เช่น โปรตีนคุณภาพดี ช่วยสร้างเซโรโทนินและโดพามีน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ช่วยให้สมองปล่อยสารแห่งความสุขได้ดีขึ้น ไขมันดี (Omega-3) ช่วยลดการอักเสบและเสริมสมองให้ทำงานได้เต็มที่ ออกกำลังกายสั้น ๆ เช่น เดินยืดเส้น 10-20 นาที หรือเล่นโยคะเบา ๆ จะช่วยหลั่ง เอ็นโดรฟิน ออกซิโทซิน และ ลดความเครียด

 

ช่วงเย็น ออกกำลังกายเผาผลาญ กระตุ้นฮอร์โมน

คาร์ดิโอ 40-50 นาที เช่น วิ่ง เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก ช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และลดความเครียด นอกจากนี้ การขยับร่างกายช่วงเย็นยังช่วยให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนความเครียด ค่อยๆ ลดลง ขณะเดียวกันจะเพิ่มเมลาโทนิน ในช่วงค่ำตามธรรมชาติ ทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนและนอนหลับได้ลึกขึ้น

 

ช่วงกลางคืน นอนอย่างมีคุณภาพ

เมื่อพระอาทิตย์ตก ร่างกายเริ่มผลิตเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ การนอนหลับลึกและสนิท ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยฟื้นฟู เช่น โกรทฮอร์โมนช่วยซ่อมแซมเซลล์ เมลาโทนิน ทำให้หลับสนิท จึงต้องเข้านอนให้ตรงเวลา ห้องนอนควรมืด เย็นสบาย และเงียบ หลีกเลี่ยงคาเฟอีนหลังบ่ายสอง งดเล่นโทรศัพท์ ปิดจอ ก่อนนอน 1–2 ชั่วโมง ทำสมาธิ หรือยืดกล้ามเนื้อเบา ๆ ให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย

 

สุขภาพที่ดี เริ่มได้จากความเข้าใจในร่างกายของเราเอง เพราะเมื่อเราดูแลฮอร์โมนแห่งความสุขให้สมดุลได้ ชีวิตก็จะสมดุลขึ้น ทั้งสุขภาพ อารมณ์ และความสัมพันธ์ และอย่าลืมว่า... สุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องของวันใดวันหนึ่ง แต่คือ “การดูแลตัวเองในทุก ๆ วัน” และสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวคุณเองและคนที่คุณรักได้ง่าย ๆ ด้วยประกันชีวิตและสุขภาพจากพรูเด็นเชียล

มองหาตัวช่วยด้านสุขภาพ คลิก!

หมายเหตุ

  • ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
  • เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

 

อ้างอิง

1. คนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตกว่า 6 ล้านราย กลุ่มวัยรุ่นเสี่ยงสูงสุด เร่งสร้างช่องทางช่วยเหลือ

2. เจน Z กลุ่มวัยแห่งความโดดเดี่ยว นับถือตนเองต่ำ สุขภาพจิตรุมเร้า

3. Gen Z กับการดูแลสุขภาพ

4. เด็ก GenZ เสพโซเชียลมีเดียหนัก สศช.เตือนเสี่ยง 'สุขภาพจิต' เสียหาย

5. คาดคนไทยป่วยสุขภาพจิต มากกว่าผู้รับการรักษา 5 เท่า

6. 8 ฮอร์โมนสำคัญของร่างกายที่ต้องทำความรู้จักและรับมือให้เป็น

7. 8 เคล็ดลับ สร้างฮอร์โมนความสุขให้ตัวเอง

8. LOVE HORMONE รู้จักฮอร์โมนความรัก

9. เมลาโทนิน (Melatonin) ช่วยให้นอนหลับได้จริงหรือ?