สรุปประเด็นหลัก

หลักการออมเงินสำหรับเด็กจบใหม่ในสัดส่วนที่เหมาะสม คือ 10-30% ต่อเดือน โดยพิจารณาจากภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินเป็นหลัก การจัดสรรเงินอย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างเงินสำรองฉุกเฉินและต่อยอดความมั่งคั่ง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายทางการเงินและการใช้ชีวิตปัจจุบันให้มีความสุข ป้องกันภาวะความเครียดสะสม และเปิดโอกาสให้สามารถนำเงินไปต่อยอดเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างยั่งยืนที่สุด

กลุ่มคน Gen Z กับ First Jobber ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน กำลังให้ความสนใจกับการเงินและการลงทุนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้ชีวิตมีอิสรภาพทางการเงินให้ได้ไวที่สุด หลาย ๆ คน จึงมุ่งมั่นในการวางแผนการออมและคิดว่าควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอและสร้างความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว แต่แน่นอนว่า การโฟกัสในเรื่องการเงินมากเกินไปตั้งแต่อายุยังน้อย จนบางครั้งต้องยอมทิ้งความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเพื่อให้ออมเงินได้มากขึ้นในแต่ละเดือน อาจทำให้ความสมดุลในชีวิตขาดหายไป

ระวังภาวะ Money Dysmorphia อาการเก็บเงินจนเครียด ทำลายสมดุลชีวิต

เมื่อเริ่มต้นทำงาน หลายคนมุ่งมั่นกับเป้าหมายทางการเงิน จนอาจจะทำให้ขาดสมดุลในชีวิต โดยข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมทางการเงินล่าสุดในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า 70% ของคนกลุ่ม Gen Z เริ่มเก็บเงินและลงทุนเป็นประจำ โดยมีเป้าหมายอันดับหนึ่งคือ การเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน (67.6%)

แต่ในขณะเดียวกัน 69% ของคนกลุ่มนี้มองว่าค่าครองชีพที่สูง คืออุปสรรคสำคัญในการออม และกว่า 51% ยังคงมีความกังวลอยู่ลึก ๆ ว่าตนเองจะมีเงินเก็บไม่พอใช้ยามฉุกเฉิน ช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับความเป็นจริงนี้เอง ที่กดดันให้หลายคนเพ่งเล็งไปที่ตัวเลขในบัญชีมากเกินไป จนอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Money Dysmorphia หรืออาการเก็บเงินจนเครียด

สัญญาณเตือนภาวะ Money Dysmorphia

หากกำลังรู้สึกกดดันเรื่องการเงิน ลองสังเกตตัวเองดูว่ากำลังเผชิญกับ 2 สัญญาณเตือนเหล่านี้อยู่หรือไม่

●       สัญญาณที่ 1 รู้สึกยอมไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นมีเงินเก็บมากกว่า จนเกิดเป็นความเครียดและความกดดันในจิตใจ

●       สัญญาณที่ 2 มีความรู้สึกว่ามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่มากพอ พยายามหาทางเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายอยู่ตลอดเวลา จนสมดุลชีวิตเสียไป

อาการเหล่านี้คือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า เป้าหมายทางการเงินกำลังบั่นทอนความสุขในปัจจุบัน ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทางการเงินให้สมดุล หรือการสร้าง Wealth Life Balance จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้สามารถสร้างความมั่งคั่งไปพร้อมกับการมีความสุขได้ในทุกวัน

3 แนวทางสร้าง Wealth Life Balance ออมเงินให้สนุกและสมดุล

หลายคนมักถามว่า First Jobber ควรออมเงินอย่างไรให้สมดุล และมีความสุขในการใช้ชีวิต คำตอบคือ การมี Wealth Life Balance คือแนวทางในการสร้างรายได้ที่มั่นคงผ่านงานที่รัก (Active Income) ร่วมกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ (Passive Income) โดยไม่ต้องลงแรงทำงานอยู่ทุกวัน ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน โดยมีหลักการออมเงินสำหรับเด็กจบใหม่ 3 แนวทางง่าย ๆ ดังนี้

1. ปรับ Mindset เรื่องการออมให้เห็นภาพและทำได้จริง

เปลี่ยนจากการบังคับตัวเอง เป็นการสร้างแรงจูงใจที่จับต้องได้ ผ่านวิธีการดังนี้

●       ตั้งชื่อบัญชีเงินออมตามเป้าหมาย เช่น กองทุนเที่ยวต่างประเทศ หรือเงินสำรองเพื่ออิสระ เพื่อให้รู้แน่ชัดว่ากำลังเก็บเงินไปเพื่ออะไร

●       ซอยเป้าหมายใหญ่ให้เล็กลง หากตั้งเป้ามีเงินเก็บ 50,000 บาทแรก ให้คิดว่าเป็นการออมเงินเพิ่มเพียงวันละ 130 บาทกว่า ๆ จะช่วยให้รู้สึกว่าเป้าหมายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

●       ลดการสร้างหนี้บริโภค หลีกเลี่ยงผ่อนสินค้าที่ไม่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมาเป็นเงินออมสะสมรายวัน

2. หักเงินออมอัตโนมัติด้วยสูตร 50-20-30

แนะนำให้ใช้ระบบตั้งโอนอัตโนมัติ (Auto-transfer) ทันทีที่เงินเดือนเข้า โดยแบ่งสัดส่วนตามทฤษฎี 50-20-30 ดังนี้

●       50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น โอนไว้ในบัญชีค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร

●       20% เป็นเงินออมสำรองฉุกเฉิน แนะนำให้โอนแยกไปบัญชีที่ไม่มีบัตรเอทีเอ็ม หรือแอปพลิเคชัน เพื่อป้องกันการเผลอนำออกมาใช้ ควรให้มีเงินเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประมาณ 6 - 12 เดือน หากขาดรายได้กะทันหัน

●       30% สำหรับซื้อความสุขให้ตัวเอง โอนไว้ในบัญชีสำหรับให้รางวัลตัวเอง เช่น รับประทานอาหารมื้อพิเศษ ซื้อของ วิธีนี้จะช่วยจัดการงบประมาณได้อย่างเด็ดขาด โดยไม่ต้องมานั่งจดบันทึกรายจ่ายทุกวัน

ปรับบาลานซ์การออม ให้เข้ากับภาระและเป้าหมาย

แม้ทฤษฎี 50-20-30 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในโลกความเป็นจริง หลายคนอาจมีคำถามว่า การวางแผนการออมที่ดี ควรออมจากรายได้กี่เปอร์เซ็นต์ หากมีภาระหนี้สินหรือเป้าหมายที่ต่างกันออกไป

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องยึดติดที่ 20% เสมอไป หากภาระเยอะอาจเริ่มต้นที่ 10% หรือหากต้องการเร่งสร้างตัวก็อาจขยับไปที่ 30% ลองพิจารณาตัวเลขจำลองว่า ควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ จากตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับกระแสเงินสดของตนเองอย่างยืดหยุ่น

ฐานรายได้ต่อเดือน (บาท)

ออม 10% สำหรับผู้มีภาระหนี้สิน (บาท)

ออม 20% มาตรฐานตามสูตร 50-20-30

(บาท)

ออม 30% สำหรับผู้ต้องการเร่งเป้าหมาย

(บาท)

15,000

1,500 

3,000 

4,500 

20,000

2,000 

4,000 

6,000 

25,000

2,500 

5,000

7,500 

30,000

3,000 

6,000 

9,000 

40,000

4,000

8,000

12,000

 

3. เริ่มต้นลงทุนและต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาวด้วย Passive Income

ไม่ต้องมีเงินก้อนใหญ่ ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งผ่านการมี Passive Income หรือรายได้จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่สร้างผลตอบแทนได้ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน สามารถเริ่มต้นกระจายเงินออมไปในเครื่องมือทางการเงินที่มีระดับความเสี่ยงเหมาะสมกับตนเอง ดังนี้

●       บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ทางเลือกพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.25% ต่อปี เหมาะสำหรับการฝึกวินัยการออมเพื่อเป้าหมายระยะสั้น โดยมีความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนที่แน่นอน

●       ต่อยอดผ่านหุ้นกู้และอสังหาริมทรัพย์ หากมีเป้าหมายสร้างรายได้ประจำที่คาดการณ์ได้ การกระจายพอร์ตไปยังหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 4% ต่อปี ก็เป็นอีกแหล่งรายได้ที่น่าสนใจ

●       สร้างวินัยด้วยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1-3% ต่อปี ข้อดีของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์คือช่วยสร้างวินัยได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านการบังคับให้ชำระเบี้ยประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการนำเงินมาจ่ายเบี้ยฯ ถือเป็นการล็อกสภาพคล่องไม่ให้รั่วไหลไปกับสิ่งล่อใจอื่น ๆ พร้อมรับความคุ้มครองชีวิตและผลประโยชน์อื่น ๆ ตามที่บริษัทประกันภัยระบุไว้ในกรมธรรม์ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

●       ลงทุนแบบถัวเฉลี่ยรายเดือน (DCA) ในหุ้นหรือกองทุนรวม สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงและคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 8-10% ต่อปี สามารถใช้วิธีตั้งระบบหักเงินลงทุนอัตโนมัติเป็นประจำทุกเดือนในกองทุนรวม เพื่อกระจายความเสี่ยงและเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาว

เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของทางเลือกต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของวิธีสร้าง Passive Income ได้จากตารางสรุปด้านล่างนี้

วิธีสร้าง Passive Income

ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี

ความเหมาะสมในการลงทุน

เงินฝากออมทรัพย์

0.25%

ปลอดภัยที่สุด เหมาะสำหรับใช้เป็นที่พักเงินสำรองฉุกเฉิน

หุ้นกู้

3%

รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ต้องการรับดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ

อสังหาริมทรัพย์

4%

มีเงินทุนก้อนใหญ่ ต้องการรายได้ระยะยาวจากการปล่อยเช่า

ประกันสะสมทรัพย์

1-3%

เน้นสร้างวินัยการออม พร้อมรับความคุ้มครองชีวิต

หุ้น / กองทุนรวม

8-10%

รับความเสี่ยงได้สูง คาดหวังผลตอบแทนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ

หลักการออมเงินของเด็กจบใหม่ควรลงทุนใน Passive Income

เพิ่มความมั่นคงทางการเงินผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย

การเตรียมความพร้อมทางการเงินให้มีความสมดุลและมีความสุขในการใช้ชีวิต หรือ Wealth Life Balance คือเป้าหมายที่มีความหมายต่อคนทำงานทุกคน หากกำลังเริ่มต้นวางแผนการออม และอยากมีเงินก้อนพร้อมรับเงินคืนทุกปี พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ขอแนะนำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ที่มีให้เลือกหลากหลายแผนตามเป้าหมายทางการเงิน

 

●      ประกันสะสมทรัพย์ พรูอีซี่ เซฟเวอร์ 10/4 จ่ายเบี้ยฯ เพียง 4 ปี รับความคุ้มครองชีวิตยาว 10 ปี รับประกันภัยตั้งแต่อายุ 20 - 65 ปี พร้อมออมเงินแบบการันตีรับเงินคืนทุกปี 4% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1- 9 และรับเงินครบกำหนดสัญญา 404% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 10 รวมผลประโยชน์สูงสุด 440% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

●       ประกันสะสมทรัพย์ พรูอี เลกาซี เซฟเวอร์ จ่ายเบี้ย 8 ปี รับเงินคืนทุกปี ปีละ 8.8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1 จนถึงอายุครบ 87 ปี พร้อมเงินก้อนใหญ่ 888% ของจำนวนเอาประกันภัยเริ่มต้น เมื่ออายุครบ 88 ปี

 

หมายเหตุ

●      เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

●       ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

ข้อมูลอ้างอิง

THE STANDARD WEALTH. (2 พฤศจิกายน 2568). ชี้ Gen Z 69% มอง ‘ค่าครองชีพสูง’ อุปสรรคการออม Kept ใช้กลยุทธ์ ‘มีวินัย = แฮปปี้’ ชูเงินฝากปลอดภาษีเริ่ม 500 บาท. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569, จาก https://thestandard.co/kept-helps-gen-z-save/

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนการออม (FAQs)

ควรกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำจากรายได้ของแต่ละเดือน เช่น 10-15% และควรนำเงินไปสร้างกองทุนสำรองฉุกเฉินให้ครบก่อนเริ่มนำเงินไปลงทุน เพื่อรองรับสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ลดลงหรือไม่มีงานเข้ามา

แนะนำให้เริ่มจากการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียดเป็นเวลา 1-2 เดือน เพื่อตรวจดูว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สามารถตัดออกได้บ้าง จากนั้นให้ตั้งเป้าหมายในสัดส่วนที่น้อยก่อน เช่น 5% เพื่อสร้างความคุ้นเคย แล้วจึงค่อย ๆ ปรับเปอร์เซ็นต์ขึ้นเมื่อบริหารจัดการหนี้สินได้ดียิ่งขึ้น

ควรเริ่มต้นทันทีที่มีรายได้ก้อนแรก โดยแปลงเป้าหมายให้เป็นตัวเลขและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน เช่น ต้องการมีเงินก้อน 300,000 บาท ภายใน 5 ปี เพื่อคำนวณย้อนกลับว่าควรกำหนดยอดเงินที่ต้องกันไว้ต่อเดือนเท่าใด จึงจะบรรลุเป้าหมายตามกำหนดเวลา 

แนะนำให้พิจารณาจากประเภทของหนี้สินเป็นหลัก หากเป็นหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ควรนำเงินก้อนไปโปะหนี้ให้หมดหรือลดต้นให้มากที่สุดก่อน เพื่อหยุดดอกเบี้ยที่เดินทุกวัน แต่หากเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำและคงที่ เช่น หนี้ กยศ. สามารถแบ่งเงินโบนัสส่วนหนึ่งไปเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินหรือนำไปต่อยอดลงทุนได้

กฎเหล็กของเงินสำรองฉุกเฉินคือ สภาพคล่องสูงและเงินต้นอยู่ครบ จึงควรเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง (e-Savings) หรือกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งสามารถถอนออกมาใช้จ่ายได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยไม่ควรนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงหรือต้องล็อกระยะเวลาการฝากนาน ๆ