ควรกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำจากรายได้ของแต่ละเดือน เช่น 10-15% และควรนำเงินไปสร้างกองทุนสำรองฉุกเฉินให้ครบก่อนเริ่มนำเงินไปลงทุน เพื่อรองรับสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ลดลงหรือไม่มีงานเข้ามา
สรุปประเด็นหลัก
หลักการออมเงินสำหรับเด็กจบใหม่ในสัดส่วนที่เหมาะสม คือ 10-30% ต่อเดือน โดยพิจารณาจากภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินเป็นหลัก การจัดสรรเงินอย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างเงินสำรองฉุกเฉินและต่อยอดความมั่งคั่ง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายทางการเงินและการใช้ชีวิตปัจจุบันให้มีความสุข ป้องกันภาวะความเครียดสะสม และเปิดโอกาสให้สามารถนำเงินไปต่อยอดเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างยั่งยืนที่สุด
- สรุปประเด็นหลัก
- ระวังภาวะ Money Dysmorphia อาการเก็บเงินจนเครียด ทำลายสมดุลชีวิต
- 3 แนวทางสร้าง Wealth Life Balance ออมเงินให้สนุกและสมดุล
- เพิ่มความมั่นคงทางการเงินผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนการออม (FAQs)
- พรูอีซี่ เซฟเวอร์ 10/4
- พรูอี เลกาซี เซฟเวอร์
กลุ่มคน Gen Z กับ First Jobber ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน กำลังให้ความสนใจกับการเงินและการลงทุนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้ชีวิตมีอิสรภาพทางการเงินให้ได้ไวที่สุด หลาย ๆ คน จึงมุ่งมั่นในการวางแผนการออมและคิดว่าควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอและสร้างความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว แต่แน่นอนว่า การโฟกัสในเรื่องการเงินมากเกินไปตั้งแต่อายุยังน้อย จนบางครั้งต้องยอมทิ้งความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเพื่อให้ออมเงินได้มากขึ้นในแต่ละเดือน อาจทำให้ความสมดุลในชีวิตขาดหายไป
ระวังภาวะ Money Dysmorphia อาการเก็บเงินจนเครียด ทำลายสมดุลชีวิต
เมื่อเริ่มต้นทำงาน หลายคนมุ่งมั่นกับเป้าหมายทางการเงิน จนอาจจะทำให้ขาดสมดุลในชีวิต โดยข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมทางการเงินล่าสุดในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า 70% ของคนกลุ่ม Gen Z เริ่มเก็บเงินและลงทุนเป็นประจำ โดยมีเป้าหมายอันดับหนึ่งคือ การเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน (67.6%)
แต่ในขณะเดียวกัน 69% ของคนกลุ่มนี้มองว่าค่าครองชีพที่สูง คืออุปสรรคสำคัญในการออม และกว่า 51% ยังคงมีความกังวลอยู่ลึก ๆ ว่าตนเองจะมีเงินเก็บไม่พอใช้ยามฉุกเฉิน ช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับความเป็นจริงนี้เอง ที่กดดันให้หลายคนเพ่งเล็งไปที่ตัวเลขในบัญชีมากเกินไป จนอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Money Dysmorphia หรืออาการเก็บเงินจนเครียด
สัญญาณเตือนภาวะ Money Dysmorphia
หากกำลังรู้สึกกดดันเรื่องการเงิน ลองสังเกตตัวเองดูว่ากำลังเผชิญกับ 2 สัญญาณเตือนเหล่านี้อยู่หรือไม่
● สัญญาณที่ 1 รู้สึกยอมไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นมีเงินเก็บมากกว่า จนเกิดเป็นความเครียดและความกดดันในจิตใจ
● สัญญาณที่ 2 มีความรู้สึกว่ามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่มากพอ พยายามหาทางเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายอยู่ตลอดเวลา จนสมดุลชีวิตเสียไป
อาการเหล่านี้คือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า เป้าหมายทางการเงินกำลังบั่นทอนความสุขในปัจจุบัน ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทางการเงินให้สมดุล หรือการสร้าง Wealth Life Balance จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้สามารถสร้างความมั่งคั่งไปพร้อมกับการมีความสุขได้ในทุกวัน
3 แนวทางสร้าง Wealth Life Balance ออมเงินให้สนุกและสมดุล
หลายคนมักถามว่า First Jobber ควรออมเงินอย่างไรให้สมดุล และมีความสุขในการใช้ชีวิต คำตอบคือ การมี Wealth Life Balance คือแนวทางในการสร้างรายได้ที่มั่นคงผ่านงานที่รัก (Active Income) ร่วมกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ (Passive Income) โดยไม่ต้องลงแรงทำงานอยู่ทุกวัน ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน โดยมีหลักการออมเงินสำหรับเด็กจบใหม่ 3 แนวทางง่าย ๆ ดังนี้
1. ปรับ Mindset เรื่องการออมให้เห็นภาพและทำได้จริง
เปลี่ยนจากการบังคับตัวเอง เป็นการสร้างแรงจูงใจที่จับต้องได้ ผ่านวิธีการดังนี้
● ตั้งชื่อบัญชีเงินออมตามเป้าหมาย เช่น กองทุนเที่ยวต่างประเทศ หรือเงินสำรองเพื่ออิสระ เพื่อให้รู้แน่ชัดว่ากำลังเก็บเงินไปเพื่ออะไร
● ซอยเป้าหมายใหญ่ให้เล็กลง หากตั้งเป้ามีเงินเก็บ 50,000 บาทแรก ให้คิดว่าเป็นการออมเงินเพิ่มเพียงวันละ 130 บาทกว่า ๆ จะช่วยให้รู้สึกว่าเป้าหมายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
● ลดการสร้างหนี้บริโภค หลีกเลี่ยงผ่อนสินค้าที่ไม่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมาเป็นเงินออมสะสมรายวัน
2. หักเงินออมอัตโนมัติด้วยสูตร 50-20-30
แนะนำให้ใช้ระบบตั้งโอนอัตโนมัติ (Auto-transfer) ทันทีที่เงินเดือนเข้า โดยแบ่งสัดส่วนตามทฤษฎี 50-20-30 ดังนี้
● 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น โอนไว้ในบัญชีค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร
● 20% เป็นเงินออมสำรองฉุกเฉิน แนะนำให้โอนแยกไปบัญชีที่ไม่มีบัตรเอทีเอ็ม หรือแอปพลิเคชัน เพื่อป้องกันการเผลอนำออกมาใช้ ควรให้มีเงินเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประมาณ 6 - 12 เดือน หากขาดรายได้กะทันหัน
● 30% สำหรับซื้อความสุขให้ตัวเอง โอนไว้ในบัญชีสำหรับให้รางวัลตัวเอง เช่น รับประทานอาหารมื้อพิเศษ ซื้อของ วิธีนี้จะช่วยจัดการงบประมาณได้อย่างเด็ดขาด โดยไม่ต้องมานั่งจดบันทึกรายจ่ายทุกวัน
ปรับบาลานซ์การออม ให้เข้ากับภาระและเป้าหมาย
แม้ทฤษฎี 50-20-30 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในโลกความเป็นจริง หลายคนอาจมีคำถามว่า การวางแผนการออมที่ดี ควรออมจากรายได้กี่เปอร์เซ็นต์ หากมีภาระหนี้สินหรือเป้าหมายที่ต่างกันออกไป
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องยึดติดที่ 20% เสมอไป หากภาระเยอะอาจเริ่มต้นที่ 10% หรือหากต้องการเร่งสร้างตัวก็อาจขยับไปที่ 30% ลองพิจารณาตัวเลขจำลองว่า ควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ จากตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับกระแสเงินสดของตนเองอย่างยืดหยุ่น
ฐานรายได้ต่อเดือน (บาท) |
ออม 10% สำหรับผู้มีภาระหนี้สิน (บาท) |
ออม 20% มาตรฐานตามสูตร 50-20-30 (บาท) |
ออม 30% สำหรับผู้ต้องการเร่งเป้าหมาย (บาท) |
15,000 |
1,500 |
3,000 |
4,500 |
20,000 |
2,000 |
4,000 |
6,000 |
25,000 |
2,500 |
5,000 |
7,500 |
30,000 |
3,000 |
6,000 |
9,000 |
40,000 |
4,000 |
8,000 |
12,000 |
3. เริ่มต้นลงทุนและต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาวด้วย Passive Income
ไม่ต้องมีเงินก้อนใหญ่ ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งผ่านการมี Passive Income หรือรายได้จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่สร้างผลตอบแทนได้ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน สามารถเริ่มต้นกระจายเงินออมไปในเครื่องมือทางการเงินที่มีระดับความเสี่ยงเหมาะสมกับตนเอง ดังนี้
● บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ทางเลือกพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.25% ต่อปี เหมาะสำหรับการฝึกวินัยการออมเพื่อเป้าหมายระยะสั้น โดยมีความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนที่แน่นอน
● ต่อยอดผ่านหุ้นกู้และอสังหาริมทรัพย์ หากมีเป้าหมายสร้างรายได้ประจำที่คาดการณ์ได้ การกระจายพอร์ตไปยังหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 4% ต่อปี ก็เป็นอีกแหล่งรายได้ที่น่าสนใจ
● สร้างวินัยด้วยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1-3% ต่อปี ข้อดีของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์คือช่วยสร้างวินัยได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านการบังคับให้ชำระเบี้ยประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการนำเงินมาจ่ายเบี้ยฯ ถือเป็นการล็อกสภาพคล่องไม่ให้รั่วไหลไปกับสิ่งล่อใจอื่น ๆ พร้อมรับความคุ้มครองชีวิตและผลประโยชน์อื่น ๆ ตามที่บริษัทประกันภัยระบุไว้ในกรมธรรม์ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
● ลงทุนแบบถัวเฉลี่ยรายเดือน (DCA) ในหุ้นหรือกองทุนรวม สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงและคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 8-10% ต่อปี สามารถใช้วิธีตั้งระบบหักเงินลงทุนอัตโนมัติเป็นประจำทุกเดือนในกองทุนรวม เพื่อกระจายความเสี่ยงและเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาว
เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของทางเลือกต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของวิธีสร้าง Passive Income ได้จากตารางสรุปด้านล่างนี้
วิธีสร้าง Passive Income |
ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี |
ความเหมาะสมในการลงทุน |
เงินฝากออมทรัพย์ |
0.25% |
ปลอดภัยที่สุด เหมาะสำหรับใช้เป็นที่พักเงินสำรองฉุกเฉิน |
หุ้นกู้ |
3% |
รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ต้องการรับดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ |
อสังหาริมทรัพย์ |
4% |
มีเงินทุนก้อนใหญ่ ต้องการรายได้ระยะยาวจากการปล่อยเช่า |
ประกันสะสมทรัพย์ |
1-3% |
เน้นสร้างวินัยการออม พร้อมรับความคุ้มครองชีวิต |
หุ้น / กองทุนรวม |
8-10% |
รับความเสี่ยงได้สูง คาดหวังผลตอบแทนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ |
เพิ่มความมั่นคงทางการเงินผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย
การเตรียมความพร้อมทางการเงินให้มีความสมดุลและมีความสุขในการใช้ชีวิต หรือ Wealth Life Balance คือเป้าหมายที่มีความหมายต่อคนทำงานทุกคน หากกำลังเริ่มต้นวางแผนการออม และอยากมีเงินก้อนพร้อมรับเงินคืนทุกปี พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ขอแนะนำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ที่มีให้เลือกหลากหลายแผนตามเป้าหมายทางการเงิน
● ประกันสะสมทรัพย์ พรูอีซี่ เซฟเวอร์ 10/4 จ่ายเบี้ยฯ เพียง 4 ปี รับความคุ้มครองชีวิตยาว 10 ปี รับประกันภัยตั้งแต่อายุ 20 - 65 ปี พร้อมออมเงินแบบการันตีรับเงินคืนทุกปี 4% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1- 9 และรับเงินครบกำหนดสัญญา 404% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 10 รวมผลประโยชน์สูงสุด 440% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
● ประกันสะสมทรัพย์ พรูอี เลกาซี เซฟเวอร์ จ่ายเบี้ย 8 ปี รับเงินคืนทุกปี ปีละ 8.8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1 จนถึงอายุครบ 87 ปี พร้อมเงินก้อนใหญ่ 888% ของจำนวนเอาประกันภัยเริ่มต้น เมื่ออายุครบ 88 ปี
หมายเหตุ
● เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ข้อมูลอ้างอิง
THE STANDARD WEALTH. (2 พฤศจิกายน 2568). ชี้ Gen Z 69% มอง ‘ค่าครองชีพสูง’ อุปสรรคการออม Kept ใช้กลยุทธ์ ‘มีวินัย = แฮปปี้’ ชูเงินฝากปลอดภาษีเริ่ม 500 บาท. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569, จาก https://thestandard.co/kept-helps-gen-z-save/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนการออม (FAQs)
แนะนำให้เริ่มจากการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียดเป็นเวลา 1-2 เดือน เพื่อตรวจดูว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สามารถตัดออกได้บ้าง จากนั้นให้ตั้งเป้าหมายในสัดส่วนที่น้อยก่อน เช่น 5% เพื่อสร้างความคุ้นเคย แล้วจึงค่อย ๆ ปรับเปอร์เซ็นต์ขึ้นเมื่อบริหารจัดการหนี้สินได้ดียิ่งขึ้น
ควรเริ่มต้นทันทีที่มีรายได้ก้อนแรก โดยแปลงเป้าหมายให้เป็นตัวเลขและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน เช่น ต้องการมีเงินก้อน 300,000 บาท ภายใน 5 ปี เพื่อคำนวณย้อนกลับว่าควรกำหนดยอดเงินที่ต้องกันไว้ต่อเดือนเท่าใด จึงจะบรรลุเป้าหมายตามกำหนดเวลา
แนะนำให้พิจารณาจากประเภทของหนี้สินเป็นหลัก หากเป็นหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ควรนำเงินก้อนไปโปะหนี้ให้หมดหรือลดต้นให้มากที่สุดก่อน เพื่อหยุดดอกเบี้ยที่เดินทุกวัน แต่หากเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำและคงที่ เช่น หนี้ กยศ. สามารถแบ่งเงินโบนัสส่วนหนึ่งไปเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินหรือนำไปต่อยอดลงทุนได้
กฎเหล็กของเงินสำรองฉุกเฉินคือ สภาพคล่องสูงและเงินต้นอยู่ครบ จึงควรเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง (e-Savings) หรือกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งสามารถถอนออกมาใช้จ่ายได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยไม่ควรนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงหรือต้องล็อกระยะเวลาการฝากนาน ๆ
ผลิตภัณฑ์แนะนำ