แนวทางที่เหมาะสมคือการ "ออมขั้นต่ำควบคู่กับการจัดการหนี้เชิงรุก" โดยแบ่งเงินออมอย่างน้อย 10% ของรายได้เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและสะสมเป็นทุนสำรองฉุกเฉิน จากนั้นให้นำกระแสเงินสดส่วนที่เหลือไปเร่งโปะปิดหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน เมื่อภาระหนี้เริ่มเบาบางลง จึงค่อยปรับเพิ่มสัดส่วนการออมให้เข้าใกล้ระดับมาตรฐานของช่วงวัย
เพราะเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก รู้ตัวอีกที…ตัวเลขหน้าอายุก็เปลี่ยนซะแล้ว!
มาดูคู่มือเตรียมตัวเก็บเงินลงทุนแบบปัง ๆ สำหรับ 4 จุดเปลี่ยนใหญ่ ๆ ของแต่ละช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนเลขหน้าอายุกัน
สรุปประเด็นหลัก
การเก็บเงินตามวัยคือการวางแผนการเงินให้สอดคล้องกับรายได้ ภาระความรับผิดชอบ และความเสี่ยงที่รับได้ในแต่ละช่วงอายุ โดยเริ่มต้นจากการคำนวณเป้าหมายเงินเก็บด้วยสูตรมาตรฐาน และเลือกลงทุนในเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น วัย 20-30 ปี ควรเน้นสะสมเงินก้อนแรกและยังเป็นช่วงวัยที่รับความเสี่ยงได้ ส่วนวัย 40 ปี เป็นวัยที่มีภาระสูงต้องเน้นความมั่นคง ไปจนถึงวัย 50 ปี ที่ต้องเตรียมเงินก้อนใหญ่เพื่อการเกษียณอย่างจริงจัง การใช้ประกันสะสมทรัพย์ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยโอนความเสี่ยงและสร้างวินัยการออมที่ยั่งยืน
- สรุปประเด็นหลัก
- ทำไมต้องวางแผนเก็บเงินตามช่วงอายุให้เหมาะสม?
- สูตรคำนวณเงินเก็บมาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญใช้
- อายุ 20 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ และควรเริ่มเก็บยังไง?
- อายุ 30 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?
- อายุ 40 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?
- อายุ 50 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ ถ้าอยากเกษียณได้อย่างสบาย?
- ออกแบบแผนเก็บเงินตามวัยด้วยผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์ของ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเก็บเงินตามช่วงอายุ 20 30 40 และ 50 ปี (FAQs)
- พรูอีซี่ เซฟเวอร์ 10/4
- พรูอี เลกาซี เซฟเวอร์
เพราะเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีตัวเลขหน้าอายุก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว แต่เมื่อพูดถึงความกังวลที่มาพร้อมกับอายุ หลายคนอาจมีคำถามเกี่ยวกับการเก็บเงินเพื่อสร้างความมั่งคงในชีวิต ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุ 20 และสงสัยว่าควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ หรือกำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวในช่วงอายุ 30 หรือ 40 ปี ที่กำลังวางแผนว่าควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ดี เพื่อเตรียมตัวเกษียณในอนาคต และยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
บทความนี้จะพาไปหาคำตอบเรื่องการเก็บเงินตามช่วงอายุ ตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ไปจนถึง 50 ปี ว่าควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมในแต่ละก้าวของชีวิต พร้อมแชร์สูตรเก็บเงินตามวัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง รวมถึงแนะนำตัวช่วยบริหารเงินผ่านเครื่องมือต่าง ๆ และการออมผ่านประกันสะสมทรัพย์จาก พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เพื่อให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นคงและตรงจุด
ทำไมต้องวางแผนเก็บเงินตามช่วงอายุให้เหมาะสม?
รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเราไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะในแต่ละช่วงวัย ทุกคนต่างมีเป้าหมายชีวิต ระดับรายได้ ภาระหนี้สิน และความสามารถในการรับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง การใช้แผนการเงินแบบเดียวกันตลอดชีวิตจึงอาจไม่ตอบโจทย์ ตัวอย่างเช่น วัยเริ่มต้นทำงานอาจมีเวลาให้เงินเติบโตได้นานและรับความเสี่ยงได้สูง ในขณะที่วัยใกล้เกษียณต้องการความแน่นอนและเน้นรักษาเงินต้นเป็นหลัก ดังนั้น การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การออม รวมถึงการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอายุ จะช่วยให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่กดดันจนเกินไป
สูตรคำนวณเงินเก็บมาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญใช้
เพื่อให้เห็นภาพเป้าหมายที่ชัดเจนและมีที่มาที่ไป นี่คือสูตรเก็บเงินตามวัยและเกณฑ์มาตรฐานที่นักวางแผนการเงินทั้งในและต่างประเทศนิยมใช้เป็นกรอบแนวคิดในการประเมินความมั่งคั่งของตนเอง
1. สูตรคำนวณจากสถาบันการเงินไทย
สูตรนี้ออกแบบมาเพื่อประเมินจากระยะเวลาการทำงานและการเติบโตของรายได้ โดยมีสมการคือ
จำนวนเงินเก็บที่ควรมี = 2 × (อายุปัจจุบัน – อายุเริ่มทำงาน) × (เงินเดือนปัจจุบัน + เงินเดือนเริ่มงาน)
2. เกณฑ์มาตรฐานจากสถาบันต่างประเทศ (Fidelity Style)
เกณฑ์มาตรฐานจากสถาบันต่างประเทศ เป็นแนวทางที่นักวางแผนการเงินทั่วโลกและสื่อในไทยนิยมใช้อ้างอิง เพื่อประเมินได้อย่างรวดเร็วว่าในแต่ละช่วงอายุควรมีเงินสะสมเป็นกี่เท่าของรายได้ต่อปี ซึ่งเข้าใจง่ายและนำไปตั้งเป้าหมายได้ทันที
● อายุ 30 ปี: ควรมีเงินเก็บ 1 เท่าของรายได้ต่อปี เพราะเป็นช่วงเริ่มตั้งตัว ทำให้การมีเงินออมสำรองฉุกเฉินก้อนแรกจะช่วยสร้างความมั่นคงในการใช้ชีวิตได้มากขึ้น
● อายุ 40 ปี: ควรมีเงินเก็บ 3 เท่าของรายได้ต่อปี เพราะเป็นวัยที่มีความรับผิดชอบสูงสุด จึงจำเป็นต้องมีเงินเก็บเพื่อรองรับภาระครอบครัว
● อายุ 50 ปี: ควรมีเงินเก็บ 6 เท่าของรายได้ต่อปี เพราะเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ ซึ่งควรสะสมเงินก้อนใหญ่ให้พร้อม
● อายุ 60 ปี: ควรมีเงินเก็บ 8 เท่าของรายได้ต่อปี เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยเกษียณ ทำให้ต้องมีเงินอย่างเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายตลอดช่วงบั้นปลายชีวิต
อายุ 20 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ และควรเริ่มเก็บยังไง?
วัยเลข 2 คือวัยแห่งการใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง ทั้งยังเป็นช่วงเริ่มต้นของการทำงานและค้นหาตัวเอง คนวัยนี้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและ Digital Transformation เป็นอย่างดี ทำให้เข้าถึงข้อมูลการลงทุนได้ง่าย แม้จะเป็นช่วงที่ทุนยังไม่สูงแต่ข้อได้เปรียบคือมีระยะเวลาให้เงินเติบโตอีกยาวนานและรับความเสี่ยงได้มาก
หากถามว่าอายุ 20 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ ในช่วงปลายวัย 20 ควรพยายามตั้งเป้าหมายสร้าง "เงินเก็บหลักแสนแรก" ให้ได้ เช่น 100,000 บาท เพื่อเป็น Milestone สำคัญของชีวิต โดยเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการออมอย่างน้อย 10-20% ของรายได้
หากมีรายได้ 20,000-25,000 บาทต่อเดือน ควรหักออมอัตโนมัติทันทีเดือนละ 4,000 - 5,000 บาท
ข้อแนะนำ : ควรแยกบัญชีออมเงินออกจากบัญชีใช้จ่ายอย่างเด็ดขาด เครื่องมือที่เหมาะสมคือ เงินฝากแบบ e-Savings ที่ให้ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวม หรือการเริ่มทำประกันสะสมทรัพย์ระยะยาว เพื่อเป็นการบังคับออมและรับความคุ้มครองชีวิตตั้งแต่อายุน้อย ซึ่งเบี้ยประกันภัยจะยังอยู่ในระดับที่จับต้องได้ง่าย
อายุ 30 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?
คนวัยเลข 3 คือวัยแห่งการสร้างครอบครัว ภาระเริ่มสูงขึ้นตามความก้าวหน้าของรายได้ และเป็นวัยที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต (Work-Life Balance) หากใช้เกณฑ์สากลเพื่อประเมินว่า อายุ 30 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ คำตอบคือควรมีเงินสะสมอย่างน้อย 1 เท่าของรายได้ต่อปี
ถ้ารายได้ปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 35,000 บาท หรือ 420,000 บาทต่อปี ควรมีเงินเก็บรวมทุกช่องทางแตะ 420,000 บาท เป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในวัยนี้คือต้องมี "เงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน" แยกต่างหากจากพอร์ตลงทุน เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่าเก็บเงินไม่ทันเกณฑ์ แนะนำให้ปรับแผนโดยเพิ่มสัดส่วนการออมเป็น 20-30% ของรายได้ และเริ่มจัดพอร์ตลงทุนในกองทุนรวม หุ้น การทำประกันชีวิตและสุขภาพเพื่อโอนความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาพยาบาล รวมถึงการศึกษาว่าประกันสะสมทรัพย์ คืออะไร เพราะนี่คือทางเลือกที่ตอบโจทย์คนวัย 30 อย่างยิ่ง เนื่องจากได้ผลประโยชน์ครบทั้งการบังคับสร้างวินัย สิทธิในการลดหย่อนภาษี และความคุ้มครองชีวิตในแพ็กเกจเดียว
อายุ 40 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?
วัยเลข 4 คือวัยของ "เดอะแบก" (Sandwich Generation) ที่แท้จริง เป็นช่วงที่หน้าที่การงานมั่นคง รายได้พุ่งสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็สูงเป็นเงาตามตัว ทั้งการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเล่าเรียนบุตร หรือแม้แต่การต้องดูแลพ่อแม่ที่อายุมากขึ้น สำหรับการตั้งเป้าหมายว่าอายุ 40 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ ตามแนวทางของนักวางแผนการเงินควรมีเงินเก็บสะสมอยู่ที่ 3-4 เท่าของรายได้ต่อปี
หากเพิ่งเริ่มตื่นตัวเรื่องการวางแผนการเงินในวัยนี้และยังไม่มีเงินเก็บเป็นชิ้นเป็นอัน จะต้องเร่งสปีดการออมในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง อาจต้องออมหลักหลายพันไปจนถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอใช้หลังเกษียณ อีกทั้งวัยนี้ควรปรับพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยขึ้น เช่น หุ้นปันผลสูง ตราสารหนี้ ประกันโรคร้ายแรง และประกันสะสมทรัพย์ระยะยาว เพื่อเป็นการออมพร้อมส่งต่อเป็นกองมรดกให้ลูกหลาน
อายุ 50 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ ถ้าอยากเกษียณได้อย่างสบาย?
วัยเลข 5 คือวัยแห่งการเตรียมเกษียณแบบจริงจัง เป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่ต้องเน้นลงทุนในความเสี่ยงต่ำเพื่อรักษาเงินต้นให้ปลอดภัยที่สุด หากตั้งเป้าว่าจะหยุดทำงานและต้องการใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ อายุ 50 ควรมีเงินเก็บสะสมถึง 6 เท่าของรายได้ต่อปี หรือโดยทั่วไปหากต้องการมีคุณภาพชีวิตระดับกลางไปจนถึงอายุ 85 ปี ควรมีเงินก้อนเตรียมไว้ประมาณ 8 - 8.5 ล้านบาท (ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลกระทบจากปัจจัยเงินเฟ้อในอนาคต)
สูตรคำนวณเงินเกษียณเบื้องต้น
เงินเก็บหลังเกษียณ = ค่าใช้จ่ายต่อเดือน × 12 เดือน × อายุขัยหลังเกษียณ × 2 (เผื่อเงินเฟ้อ ท่องเที่ยว และค่ารักษาพยาบาล)
หากประเมินแล้วพบว่ายังไม่ถึงเป้าหมาย ต้องนำรายได้มาออมแบบจริงจังที่ 30-40% และลดความเสี่ยงในพอร์ตลงอย่างชัดเจน ควรเลือกเครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนแน่นอน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือประกันบำนาญที่ช่วยล็อกเงินก้อนและทยอยจ่ายเป็นรายงวด เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอหลังเกษียณ
ออกแบบแผนเก็บเงินตามวัยด้วยผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์ของ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย
การเลือกแผนประกันสะสมทรัพย์ให้เหมาะกับช่วงอายุและเป้าหมาย จะช่วยทุ่นแรงในการสร้างความมั่งคั่งได้เป็นอย่างดี ลองดูตัวอย่างการจัดพอร์ตตามช่วงวัย ดังนี้
● วัย 20-30 ปี : เหมาะกับแผนที่จ่ายเบี้ยฯ ระยะสั้น เช่น ประกันสะสมทรัพย์ PRUEasy Saver 10/4 ที่กำหนดให้จ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 4 ปี แต่รับความคุ้มครองนานถึง 10 ปี มีเงินคืนทุกปี ช่วยสร้างวินัยการออมที่ชัดเจน และนำเบี้ยฯ ไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาท/ปี
● วัย 30-40 ปี : ควรผสมผสานแผนระยะกลางเข้ากับแผนระยะยาว เช่น แผนสะสมทรัพย์ที่จ่ายเบี้ยฯ 20 ปี คุ้มครอง 25 ปี เพื่อดูแลเป้าหมายหลักของครอบครัวและการทยอยสะสมเงินเกษียณไปพร้อม ๆ กัน
● วัย 40-50 ปี : เหมาะกับ ประกันสะสมทรัพย์ PRUe-Legacy Saver จ่ายเบี้ยฯ 8 ปี แต่คุ้มครองยาวนานถึงอายุครบ 88 ปี รับเงินคืนต่อเนื่องทุกปี 8.8% ของจำนวนเอาประกันภัย และรับเงินก้อนใหญ่ 888% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เมื่อครบสัญญา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งเป็นมรดกให้คนที่รัก
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใด เลือกประกันสะสมทรัพย์ ไม่ต้องตรวจสุขภาพ จาก พรูเด็นเชียล ประเทศไทย
หมายเหตุ
● เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ข้อมูลอ้างอิง
● FINNOMENA. (2567, 25 พฤศจิกายน). ออมเงินตามช่วงวัย เก็บยังไงให้มีใช้ตลอดชีวิต?. https://www.finnomena.com/finspace/saving-money-according-to-age/
● มูลนิธิยุวพัฒน์. (2567, 7 สิงหาคม). เคล็ดลับการออม: ควรมีเงินออมเท่าไหร่ในแต่ละช่วงอายุ?. https://www.yuvabadhanafoundation.org/th/ข่าวสาร/บทความทั่วไป/เคล็ดลับการเงิน/age-savings/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเก็บเงินตามช่วงอายุ 20 30 40 และ 50 ปี (FAQs)
ทันอย่างแน่นอน แต่อาจต้องใช้ความมีวินัยที่สูงขึ้น โดยเพิ่มสัดส่วนการออมต่อเดือนให้มากกว่าคนที่เริ่มตั้งแต่อายุ 20 ปี เช่น ควรออมอย่างน้อย 20-30% ของรายได้ และจัดสรรไปในเครื่องมือที่ให้โอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์เพียงอย่างเดียว เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือการทำประกันสะสมทรัพย์ เพื่อให้เงินเติบโตได้ทันเป้าหมายเกษียณอายุ
โดยส่วนใหญ่จะนับรวมสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องหรือสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ค่อนข้างง่าย (Liquid Assets) เช่น เงินฝาก กองทุนรวม หุ้น ตราสารหนี้ และประกันสะสมทรัพย์ แต่จะไม่นับรวมทรัพย์สินที่ขายยาก หรือทรัพย์สินที่มีไว้เพื่ออยู่อาศัยเป็นหลัก เช่น บ้านหรือรถยนต์ส่วนตัว
หากไม่ต้องการให้เงินต้นผันผวน แนะนำให้ใช้วิธีจัดพอร์ตแบบผสมผสาน คือเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ในบัญชีฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยแน่นอน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ และเจียดเงินอีกส่วนมาออมผ่านประกันสะสมทรัพย์ซึ่งให้ผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ชัดเจนในกรมธรรม์ ได้รับความคุ้มครองชีวิตเป็นหลักประกัน และยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความมั่นคงสูง
ระยะเวลาที่จะไปถึงเป้าหมายขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอ สัดส่วนเงินออม และผลตอบแทนที่ได้รับ หากสามารถเพิ่มกำลังการออมเป็น 30-40% ของรายได้ และเลือกใช้เครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนระดับกลางถึงสูงอย่างเป็นระบบ เช่น กองทุนรวมแบบผสม หรือใช้ประกันสะสมทรัพย์ที่มีการจ่ายเงินคืนทุกปี ก็มีโอกาสที่จะขยับเข้าใกล้เป้าหมายได้ภายใน 5-10 ปี โดยไม่ต้องรอจนถึงโค้งสุดท้ายของการทำงาน
ผลิตภัณฑ์แนะนำ