ผู้เสียภาษีสามารถยื่นแบบออนไลน์ได้ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่ www.rd.go.th หรือแอปพลิเคชัน “RD Smart Tax” ซึ่งรองรับทั้งการกรอกข้อมูล ยื่นแบบ และตรวจสอบผลการคืนภาษี โดยระบบจะคำนวณยอดภาษีให้อัตโนมัติและแจ้งสถานะได้แบบเรียลไทม์ศึกษาวิธียื่นภาษีออนไลน์แบบละเอียดได้ที่นี่
สรุปประเด็นหลัก
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2569 ใช้ระบบภาษีก้าวหน้า โดยคำนวณจากเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิ ผู้มีเงินได้ควรทำความเข้าใจประเภทเงินได้ ขั้นตอนการคำนวณ อัตราภาษีแต่ละขั้น และสิทธิลดหย่อนที่ใช้ได้ เพื่อประเมินภาษีที่ต้องชำระและวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสม
- สรุปประเด็นหลัก
- การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2569 มีหลักการอย่างไร?
- วิธีการหักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้
- ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า
- ตัวอย่างการคำนวณภาษี
- ตารางการเสียภาษี เงินเดือนเท่านี้ ต้องเสียภาษีเท่าไร ?
- อัปเดต! สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2569 ที่ควรรู้
- แนวทางวางแผนภาษีอย่างมืออาชีพ
- วางแผนภาษีอย่างคุ้มค่า ด้วยแผนประกันจากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอัตราการเสียภาษีบุคคลธรรมดา (FAQs)
ก่อนเข้าสู่ช่วงยื่นภาษีประจำปี ผู้มีเงินได้ต่างให้ความสำคัญกับการรวบรวมเอกสารรายได้ รวมถึงตรวจสอบรายการลดหย่อนภาษี เพื่อที่เมื่อถึงเวลาจะสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่สร้างความสับสน และส่งผลให้เกิดการยื่นภาษีล่าช้าอยู่บ่อยครั้ง คือความเข้าใจในเรื่องอัตราการเสียภาษีบุคคลธรรมดา รวมถึงการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า
บทความนี้จึงจะมาอธิบายเกี่ยวกับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2569แบบเข้าใจง่าย เหมาะกับคนที่มีรายได้ประจำและผู้เริ่มต้นวางแผนการเงิน พร้อมแนะแนวทางการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่า เพื่อให้รายได้ต่อปีของคุณสร้างประโยชน์สูงสุด
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2569 มีหลักการอย่างไร?
เกณฑ์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2569 ใช้ระบบอัตราภาษีก้าวหน้า (Progressive Tax Rate) ซึ่งมีหลักการคือ รายได้มาก จ่ายภาษีมาก โดยพิจารณาจากเงินได้สุทธิของผู้เสียภาษีในแต่ละปีภาษี ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานในการคำนวณใช้สูตร ดังนี้
เงินได้สุทธิ = รายได้รวมตลอดทั้งปี - ค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ - ค่าลดหย่อนภาษี
ภาษีที่ต้องชำระ = เงินได้สุทธิ X อัตราภาษีก้าวหน้าตามขั้นบันได
วิธีการหักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้
ผู้เสียภาษีแต่ละคนจะต้องคำนวณภาษีตามประเภทของเงินได้พึงประเมิน โดยแต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. ผู้มีเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2) เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง ค่าคอมมิชชัน หรือค่าตอบแทนจากการรับทำงานให้ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50 ของเงินได้ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
2. ผู้มีเงินได้จากธุรกิจส่วนตัวหรืออาชีพอิสระ (เงินได้ประเภทที่ 3-8) เช่น ขายของออนไลน์ รับเหมา หรืออาชีพอิสระอื่น ๆ สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ ตามความเหมาะสมของประเภทกิจการ ดังนี้
● หักค่าใช้จ่ายเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เช่น ขายของออนไลน์ (ประเภท 8) หักเหมาได้ 60%
● หักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควร ต้องจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และเก็บเอกสารหลักฐานสำคัญไว้ประกอบการยืนยัน
3. ผู้มีเงินได้หลายประเภท ต้องคำนวณแยกการหักค่าใช้จ่ายตามลักษณะเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทก่อน แล้วจึงนำมารวมเป็นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด
การหักค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อนภาษีต่างกันอย่างไร ?
หลายคนอาจสับสนระหว่างการหักค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อนภาษี ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้
● การหักค่าใช้จ่าย คือสิทธิการหักต้นทุนขั้นต่ำในการทำงานหรือการประกอบอาชีพตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามประเภทรายได้ ไม่สามารถเลือกปรับเพิ่มเองได้
● ค่าลดหย่อนภาษี คือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐบาลมอบให้เพื่อช่วยเหลือภาระส่วนตัว หรือส่งเสริมพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การออม การลงทุน การซื้อประกันชีวิต หรือการดูแลครอบครัว ซึ่งผู้เสียภาษีสามารถวางแผนเพื่อเลือกใช้สิทธิเพิ่มเติมได้ตามเงื่อนไข
ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า
การคำนวณภาษีอย่างถูกต้องทำได้โดยปฏิบัติตาม 6 ขั้นตอนอย่างเป็นลำดับ ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: รวมรายได้ทั้งหมดตลอดทั้งปี
นำรายได้ทุกประเภท เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าคอมมิชชัน หรือรายได้จากงานเสริมมารวมเป็นรายได้รวมต่อปี
ขั้นตอนที่ 2 หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้
นำรายได้ที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 มาหักค่าใช้จ่ายตามสิทธิของเงินได้แต่ละประเภท เช่น พนักงานประจำหักได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบค่าลดหย่อนภาษี
นำสิทธิลดหย่อนภาษีหมวดต่าง ๆ มาหักออกจากรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย โดยสิทธิลดหย่อนสำคัญ ได้แก่
● ค่าลดหย่อนพื้นฐาน เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท คู่สมรส 60,000 บาท
● ค่าลดหย่อนครอบครัว เช่น ค่าเลี้ยงดูบิดามารดาคนละ 30,000 บาท บุตรคนละ 30,000 บาท (บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดปี 2561 ขึ้นไป หักได้คนละ 60,000 บาท)
● เงินสมทบกองทุนประกันสังคม สูงสุดไม่เกิน 10,500 บาท
● ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันภัย เช่น ประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์สูงสุด 100,000 บาท ประกันสุขภาพตนเองสูงสุด 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท และประกันสุขภาพบิดามารดาไม่เกิน 15,000 บาท
● ค่าลดหย่อนจากการออมและการลงทุน
○ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้ตามที่ลงทุนจริง สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน และนับรวมอยู่ในเพดานการออมเพื่อเกษียณไม่เกิน 500,000 บาท
○ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลดหย่อนได้ตามที่สะสมจริง โดยนับรวมอยู่ในเพดานการออมเพื่อเกษียณไม่เกิน 500,000 บาท
○ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ลดหย่อนได้ตามที่ลงทุนจริง สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท
○ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
● ค่าลดหย่อนอื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านไม่เกิน 100,000 บาท เงินบริจาคสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้สุทธิหลังหักลดหย่อน
ขั้นตอนที่ 4 คำนวณเงินได้สุทธิ
นำรายได้รวม หักด้วยค่าใช้จ่าย และหักด้วยค่าลดหย่อนทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้คือ เงินได้สุทธิ ซึ่งเป็นฐานภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อนำมาคำนวณตามเรตภาษีที่กำหนด
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบฐานภาษีบุคคลธรรมดา ตามเกณฑ์เสียภาษี
นำเงินได้สุทธิไปเทียบกับตารางการเสียภาษี เพื่อดูว่าตกอยู่ในขั้นภาษีใด และนำไปใช้คำนวณภาษีที่ต้องชำระต่อไป
ช่วงเงินได้สุทธิ (บาท) |
อัตราภาษี (%) |
ภาษีแต่ละขั้น (บาท) |
ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น (บาท) |
0-150,000 |
ได้รับยกเว้น |
0 |
0 |
150,001-300,000 |
5% |
7,500 |
7,500 |
300,001-500,000 |
10% |
20,000 |
27,500 |
500,001-750,000 |
15% |
37,500 |
65,000 |
750,001-1,000,000 |
20% |
50,000 |
115,000 |
1,000,001-2,000,000 |
25% |
250,000 |
365,000 |
2,000,001- 5,000,000 |
30% |
900,000 |
1,265,000 |
5,000,001 ขึ้นไป |
35% |
คำนวณตามส่วนเกิน |
- |
ขั้นตอนที่ 6 คำนวณภาษีที่ต้องชำระ
คำนวณภาษีที่ต้องชำระ โดยใช้สูตร
ภาษีที่ต้องจ่าย = (เงินได้สุทธิ - เงินได้สุทธิสูงสุดของขั้นก่อนหน้า) x อัตราภาษี + ภาษีขั้นก่อนหน้าสูงสุด
ตัวอย่างการคำนวณภาษี
เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ขอยกตัวอย่างการคำนวณภาษี โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
มนุษย์เงินเดือน มีโบนัส และสิทธิลดหย่อนพื้นฐาน
รายได้ เงินเดือน 45,000 บาท/เดือน + โบนัส 1 เดือน = 585,000 บาท/ปี
ค่าใช้จ่าย หักได้สูงสุด 100,000 บาท
ค่าลดหย่อน ส่วนตัว 60,000 บาท + ประกันสังคม 9,000 บาท + ประกันชีวิต 30,000 บาท = 99,000 บาท
การคำนวณ
เงินได้สุทธิ = 585,000 - 100,000 - 99,000 = 386,000 บาท
0-150,000 บาทแรก (ยกเว้น) = 0 บาท
150,001-300,000 บาท (5%) = 7,500 บาท
300,001-386,000 บาท (10% ของ 86,000 บาท) = 8,600 บาท
ภาษีที่ต้องจ่ายสุทธิ 7,500 + 8,600 = 16,100 บาท
มีเงินเดือนและรายได้เสริมฟรีแลนซ์
รายได้ เงินเดือน 30,000 บาท/เดือน (360,000 บาท/ปี) + ฟรีแลนซ์ 150,000 บาท/ปี = รวม 510,000 บาท/ปี
ค่าใช้จ่าย ประเภท 1 และ 2 รวมกัน 50% แต่หักได้ไม่เกิน 100,000 บาท
ค่าลดหย่อน ส่วนตัว 60,000 บาท + ประกันสังคม 9,000 บาท = 69,000 บาท
การคำนวณ
เงินได้สุทธิ = 510,000 - 100,000 - 69,000 = 341,000 บาท
0-150,000 บาทแรก (ยกเว้น) = 0 บาท
150,001-300,000 บาท (5%) = 7,500 บาท
300,001-341,000 บาท (10% ของ 41,000 บาท) = 4,100 บาท
ภาษีที่ต้องจ่ายสุทธิ 7,500 + 4,100 = 11,600 บาท
ตารางการเสียภาษี เงินเดือนเท่านี้ ต้องเสียภาษีเท่าไร ?
สำหรับผู้ที่ไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ เป็นพิเศษ สามารถเปรียบเทียบประมาณการภาษีที่ต้องจ่าย จากตารางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ด้านล่างนี้
เงินเดือน (บาท) |
รายได้รวมต่อปี (บาท) |
ฐานภาษีสูงสุด* |
ภาษีที่ต้องจ่าย (ประมาณการ)* |
ตัวเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสม |
15,000 - 30,000 |
180,000 - 360,000 |
ยกเว้น - 5% |
0 - ไม่เกิน 3,000 บาท |
ประกันสุขภาพเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นทำงาน เพื่อช่วยรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่กระทบแผนการเงินส่วนตัว |
30,001 - 50,000 |
360,012 - 600,000 |
5% - 10% |
ไม่เกิน 17,000 บาท |
สามารถเริ่มวางแผนลดหย่อนภาษีผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ใช้สิทธิลดหย่อนได้ พร้อมสร้างความคุ้มครองให้ตนเองและครอบครัว |
50,001 - 60,000 |
600,012 - 720,000 |
10% - 15% |
ไม่เกิน 35,000 บาท |
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโอกาสประหยัดภาษี ควบคู่กับการวางแผนความคุ้มครองระยะยาวผ่านประกันชีวิตหรือประกันบำนาญ |
60,001 บาทขึ้นไป |
มากกว่า 720,000 |
15% - 35% |
35,000 บาทขึ้นไป |
ควรวางแผนภาษีเชิงรุกผ่านประกันชีวิต ประกันบำนาญ และเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ที่ได้รับสิทธิลดหย่อนตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด |
*หมายเหตุ: ยอดภาษีจริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับรายได้อื่นเพิ่มเติม เช่น โบนัส ค่าคอมมิชชัน รวมถึงรายการลดหย่อนส่วนตัวอื่น ๆ ของแต่ละบุคคล
อัปเดต! สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2569 ที่ควรรู้
หลังจากเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีสำคัญในการช่วยลดฐานการเสียภาษีและเพิ่มโอกาสในการได้รับเงินคืนภาษี การรู้จักหมวดค่าลดหย่อนที่ถูกต้องและครบถ้วน จะทำให้คุณสามารถวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หมวดค่าลดหย่อนพื้นฐาน
● ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
● ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
● ค่าลดหย่อนบุตร 30,000 บาทต่อคน สำหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 สามารถหักลดหย่อนได้เพิ่มเป็น 60,000 บาทต่อคน ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
● ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา 30,000 บาทต่อคน โดยบิดามารดาต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาท และอยู่ในความอุปการะ
● เงินสมทบกองทุนประกันสังคม สูงสุดไม่เกิน 10,500 บาท
หมวดเบี้ยประกันและการออม
● เบี้ยประกันชีวิต (ทั่วไป) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท
● เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกิน 25,000 บาท โดยเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตที่ใช้สิทธิลดหย่อนแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
● เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท
● เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท หรือไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ในกรณีที่ไม่มีเบี้ยประกันภัยคุ้มครองชีวิตแบบอื่น ๆ โดยเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เงินค่าซื้อหน่วยกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
● กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท
● กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ลดหย่อนได้ 30% ของรายได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท
หมวดที่อยู่อาศัยและดอกเบี้ย
● ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท
● มาตรการโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ให้บุคคลธรรมดาที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบ On-Grid บนที่อยู่อาศัยของตนเอง นำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571
หมวดบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์
● เงินบริจาคที่ให้แก่พรรคการเมือง ลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
● เงินบริจาคทั่วไป ให้แก่ วัด มูลนิธิ สมาคม กองทุน และองค์กรการกุศลอื่น ๆ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
● เงินบริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา หรือโรงพยาบาลรัฐ ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
หมวดกระตุ้นเศรษฐกิจ
ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการประกาศมาตรการโครงการลดหย่อนภาษีรอบใหม่สำหรับการใช้จ่ายในปี 2569 อย่างเป็นทางการ โดยผู้เสียภาษีสามารถตรวจสอบประกาศล่าสุดจากเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th ก่อนวางแผนใช้สิทธิทุกครั้ง
แนวทางวางแผนภาษีอย่างมืออาชีพ
ก่อนยื่นภาษีทุกปี การเข้าใจโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า ฐานการเสียภาษี และสิทธิลดหย่อนที่ตนเองมี จะช่วยให้คุณประเมินภาระภาษีได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งการวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังจะทำให้คุณสามารถใช้สิทธิ์ได้ครบทุกหมวด ทั้งการออม การลงทุน หรือการใช้มาตรการจากภาครัฐ โดยไม่ต้องรอถึงสิ้นปีแล้วค่อยเริ่มคิดเรื่องภาษี
หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน การใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐานร่วมกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) หรือประกันชีวิตและสุขภาพ จะช่วยลดภาระภาษีได้ในระยะยาว และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวินัยทางการเงินที่ยั่งยืนอีกด้วย
วางแผนภาษีอย่างคุ้มค่า ด้วยแผนประกันจากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย
เมื่อเข้าใจโครงสร้างภาษีและสิทธิลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของคุณ ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยได้ทั้งด้านความคุ้มครองและการวางแผนภาษี คือแผนประกันจากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งคนทำงานและครอบครัวยุคใหม่
พรูเด็นเชียล ประเทศไทย นำเสนอประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างเงินออมทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมรับผลตอบแทนที่แน่นอน และสิทธิลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
รวมถึงประกันสุขภาพ ที่ให้คุณบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่น โดยชำระเบี้ยประกันภัยในอัตราที่เหมาะสมกับรายได้ พร้อมรับความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาล เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องการควบคุมงบประมาณรายเดือน
การเลือกแผนประกันภัยที่เหมาะสม ไม่เพียงช่วยให้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างคุ้มค่า แต่ยังเป็นการสร้างหลักประกันให้กับชีวิตและครอบครัวในระยะยาว วางแผนวันนี้ เพื่อชีวิตที่มั่นคงและพร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงกับพรูเด็นเชียล ประเทศไทย
หมายเหตุ
● เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ข้อมูลอ้างอิง
● Finnomena Funds. (2569, 3 กุมภาพันธ์). ลดหย่อนภาษี ปี 2569: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!. Finnomena. https://www.finnomena.com/finnomenafunds/tax-deduction-guide/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอัตราการเสียภาษีบุคคลธรรมดา (FAQs)
ทุกคนที่มีรายได้จากการทำงานในประเทศไทยและมีรายได้ตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด มีหน้าที่ยื่นแบบและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91) รายได้จะยังไม่ถึงขั้นเสียภาษี ก็ควรยื่นแบบเพื่อแสดงรายได้ให้ถูกต้องและอาจได้รับสิทธิลดหย่อนบางส่วน
ผู้ที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/ภ.ง.ด.91) ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้พึงประเมิน ดังนี้
ผู้ที่ไม่มีคู่สมรส:
● มีเงินได้พึงประเมินเกิน 120,000 บาทต่อปี (เฉพาะกรณีมีเงินได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว)
● มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน เกิน 60,000 บาทต่อปี
ผู้ที่มีคู่สมรส:
● มีเงินได้พึงประเมินเกิน 220,000 บาทต่อปี (เฉพาะกรณีมีเงินได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว)
● มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน เกิน 120,000 บาทต่อปี (ไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายรวมกัน)
การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีช่วงเวลายื่นระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม ของทุกปี สำหรับรายได้ปี 2569 จะต้องยื่นภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 หากยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ จะสามารถขยายเวลาได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2570
เอกสารสำคัญที่ใช้ในการยื่นภาษีปี 2569 ได้แก่
● หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (แบบ 50 ทวิ) จากนายจ้าง
● หลักฐานการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม
● เอกสารแสดงสิทธิลดหย่อน เช่น ใบเสร็จเบี้ยประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ, หลักฐานการลงทุนในกองทุน RMF, หรือ Thai ESG
ใบเสร็จรับเงินของเงินบริจาค หรือเอกสารหลักฐานแสดงดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน (ถ้ามี)
หากยื่นภาษีออนไลน์และไม่มีการขอเอกสารเพิ่มเติม กรมสรรพากรมักคืนภาษีภายใน 3-7 วันทำการ หลังอนุมัติ หากยื่นแบบกระดาษหรือมีเอกสารต้องตรวจสอบเพิ่มเติม อาจใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน โดยสามารถตรวจสอบสถานะได้ทางเว็บไซต์กรมสรรพากรหรือแอป RD Smart Tax
ภายหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิแล้ว ผู้ที่มีรายได้ประมาณ 25,000-30,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป อาจเริ่มมีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษีขั้นต้น 5% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายได้ ค่าใช้จ่าย และสิทธิลดหย่อนของแต่ละบุคคล
สำหรับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านเบี้ยประกันภัย สามารถพิจารณาได้ดังนี้
- เบี้ยประกันชีวิตและประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยกรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และทำกับบริษัทประกันชีวิตที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ทั้งนี้ หากมีการเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบกำหนดตามเงื่อนไข อาจไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้
- เบี้ยประกันสุขภาพ และเบี้ยประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองสุขภาพลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการวางแผนเกษียณ โดยสามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ กรมธรรม์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด สำหรับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี และเมื่อนำไปรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณประเภทอื่น เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จะได้รับสิทธิลดหย่อนรวมกันสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีภาษี
โดยเมื่อรวมค่าลดหย่อนประกันชีวิตและการลงทุนในการวางแผนเกษียณ ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ และประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
หมายเหตุ: ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของกรมสรรพากรและรายละเอียดเงื่อนไขของกรมธรรม์ก่อนใช้สิทธิลดหย่อนเสมอ