การสืบทอดธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เพียงการส่งต่อทรัพย์สินหรือกิจการจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อความฝัน คุณค่า และความรับผิดชอบที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เรื่องราวของ คุณเพชร-เมธัส ชัยมงคลานนท์ เจ้าของแบรนด์ "แก้วบูทีค" คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า "มรดก" ที่แท้จริง อาจไม่ใช่ตัวธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่คือความเข้าใจและการสื่อสารระหว่างคนในครอบครัว

จากร้านของฝากระดับตำนาน สู่แบรนด์ขนมไทยยุคใหม่

ปัจจุบัน "แก้วบูทีค" กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ขนมไทยร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะเมนูอย่าง ทองม้วนสดกรอบ และ ขนมชั้น ที่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างโดดเด่น

จุดเริ่มต้นของธุรกิจมาจากแบรนด์ "แก้ว" ซึ่งก่อตั้งโดยคุณพ่อของคุณเพชร ในยุคที่วัฒนธรรมการซื้อของฝากกำลังเติบโต โดยเริ่มจากการทำ มะขามกวน จำหน่ายในงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว ก่อนจะพัฒนาเป็นร้านขายของฝากเต็มรูปแบบที่รวบรวมสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดกาญจนบุรีไว้ในที่เดียว

ชื่อ "แก้ว" เองก็มีที่มาจาก "มะขามแก้ว" ซึ่งในอดีตใช้กระดาษแก้วใสห่อขนมจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้บริโภคจดจำได้

ธุรกิจ มรดก และความผูกพัน

คุณเพชรเล่าว่าเขาเติบโตมากับการช่วยงานที่ร้านมาตั้งแต่เด็ก แม้จะไม่ได้รู้สึกอินกับธุรกิจอย่างจริงจังในช่วงแรก แต่ลึก ๆ แล้วก็รับรู้เสมอว่าวันหนึ่งจะต้องกลับมาสานต่อสิ่งที่ครอบครัวสร้างไว้

"สิ่งนี้เป็นทั้งธุรกิจ มรดก และความผูกพัน เพียงแต่ภาพในหัวของผมตอนนั้นคืออยากทำในรูปแบบที่ต่างออกไป"

แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจในรูปแบบใหม่ จนกลายเป็น "แก้วบูทีค" ในปัจจุบัน

ถอดรหัส เมื่อต้องเปลี่ยนทิศทางแบรนด์ แก้ว Boutique

การรีแบรนด์ครั้งใหญ่ เปลี่ยนร้านของฝากให้เป็น Destination

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของคุณเพชร คือการทำให้ร้านดึงดูดคนรุ่นใหม่มากขึ้น เริ่มต้นจากการปรับแนวคิดของร้านที่จังหวัดกาญจนบุรี จากเดิมที่เป็นเพียงจุดแวะซื้อของฝาก ให้กลายเป็น Destination ที่ลูกค้าอยากมาใช้เวลาและสร้างประสบการณ์ร่วม ภายใน "แก้วบูทีค" จึงไม่ได้มีเพียงโซนขายของฝาก แต่ยังประกอบด้วย

  • คาเฟ่
  • เจลาโต้
  • ร้านอาหารห้องแอร์
  • มุมถ่ายรูป

แนวทางดังกล่าวทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวมากกว่าการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว แม้ต้องแลกกับการลดพื้นที่วางสินค้าในร้านก็ตาม

บุกตลาดกรุงเทพฯ ด้วย Creative Thai Dessert

หลังจากได้รับการตอบรับที่ดีจากช่องทางออนไลน์และการพรีออเดอร์ คุณเพชรจึงตัดสินใจขยายธุรกิจเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านรูปแบบ Pop-up Store และร้านค้ารูปแบบเต็ม โดยใช้คำนิยามว่า "Creative Thai Dessert"

แนวคิดนี้คือการเติมความคิดสร้างสรรค์ให้กับขนมไทย เพื่อให้ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ ขณะเดียวกันยังคงรักษารสชาติที่ดีและความเป็นขนมไทยเอาไว้

นอกจากนี้ยังมีการปรับ Brand Identity (CI) และโลโก้ใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ลูกค้าเดิมยังคงจดจำแบรนด์ "แก้ว" ได้ ขณะเดียวกันก็สื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ของ "แก้วบูทีค" ที่มีความโมเดิร์นและพรีเมียมมากขึ้น

เมื่อธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญความเห็นต่าง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ย่อมมาพร้อมความท้าทาย คุณเพชรยอมรับว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะในธุรกิจครอบครัวที่แต่ละคนมีมุมมองและประสบการณ์แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น การลดพื้นที่ขายสินค้าเพื่อสร้างพื้นที่พักผ่อนภายในร้าน ซึ่งในช่วงแรกคุณพ่อไม่เห็นด้วย แต่ด้วยการสื่อสารและเปิดใจรับฟังกันทั้งสองฝ่าย จึงสามารถหาจุดร่วมและพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมได้

เช่นเดียวกับการปรับโลโก้และอัตลักษณ์แบรนด์ ที่ต้องอาศัยการอธิบายเหตุผลและรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นก่อน ก่อนจะนำจุดแข็งเดิม เช่น สีเขียว เหลือง และแดง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ดั้งเดิม มาปรับใช้ต่อในภาพลักษณ์ใหม่

จาก Business Family สู่ Corporate

ความท้าทายที่สำคัญยิ่งขึ้นเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว โดยเฉพาะในช่วงที่คุณเพชรนำเงินลงทุนไปพัฒนา Pop-up Store และขยายสาขาในกรุงเทพฯ ซึ่งผู้ใหญ่ในครอบครัวบางส่วนยังไม่เข้าใจทิศทางของธุรกิจ จนถึงขั้นมีคำพูดว่า "ถ้าจะทำแบบนี้ ก็เอาไปทำเองเลย" อย่างไรก็ตาม คุณเพชรเลือกที่จะหยุดและกลับมารับฟังก่อน เพื่อค้นหาต้นตอของความขัดแย้ง

เขาพบว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก "ความไม่รู้" และการมองภาพอนาคตไม่ตรงกัน จึงตัดสินใจนำหลักการแบบองค์กรเข้ามาใช้

ไม่ว่าจะเป็น

  • การจัดทำสไลด์แผนธุรกิจ
  • การรายงานตัวเลข
  • การอัปเดตผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ
  • การประชุมร่วมกันอย่างเป็นทางการ

แนวทางดังกล่าวช่วยให้ทุกคนมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน และเข้าใจว่าธุรกิจกำลังเดินหน้าไปในทิศทางใด

คน & ระบบ จัดการอย่างไร เมื่อองค์กรขยายใหญ่ขึ้น

การวางระบบเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อองค์กรขยายใหญ่ขึ้น คุณเพชรได้ปรับการบริหารให้มีความเป็นองค์กรมากขึ้นอย่างชัดเจน ประกอบด้วย

  • การจัดสรรสัดส่วนการลงทุนอย่างชัดเจนและเท่าเทียม
  • การกำหนดโครงสร้างองค์กรตามหน้าที่งานจริง
  • การกำหนดเงินเดือนและผลตอบแทนที่ชัดเจน
  • การดึงผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและ HR เข้ามาช่วยบริหาร

ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบกงสีแบบเดิม ไปสู่มาตรฐานขององค์กรที่แข็งแรงและยั่งยืน

เป้าหมายต่อไป พาขนมไทยสู่ระดับโลก

สำหรับอนาคต คุณเพชรตั้งเป้าที่จะพา "แก้วบูทีค" ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย โดยต้องการยกระดับขนมไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมขนมไทยในระดับสากล อย่างไรก็ตาม เขายังมองว่าธุรกิจมีความผันผวนอยู่เสมอ จึงให้ความสำคัญกับการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย

"สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือการวางโครงสร้างและระบบการทำงานให้เป็นมาตรฐาน เพราะถ้าองค์กรมีรากฐานที่มั่นคง มีระบบที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคนเจเนอเรชันไหนหรือใครที่เข้ามารับช่วงต่อ ธุรกิจก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้เอง สำหรับผม นี่คือการส่งต่อธุรกิจ หรือการสร้าง 'มรดก' ที่ดีที่สุดรูปแบบหนึ่งเลยครับ"

บทเรียนสำคัญสำหรับทายาทธุรกิจครอบครัว

เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำสำหรับทายาทธุรกิจครอบครัว คุณเพชรสรุปบทเรียนสำคัญไว้สั้น ๆ ว่า "Communication is key" ไม่ว่าจะเป็นคนที่ "ต้องทำ" หรือคนที่ "อยากทำ" การสื่อสารคือหัวใจสำคัญที่สุด

  • เปิดใจรับฟัง
  • เรียนรู้สิ่งใหม่
  • กล้าพูดคุยด้วยเหตุผล
  • รับฟังความเห็นต่าง
  • พิสูจน์แนวคิดด้วยผลงานที่จับต้องได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การสืบทอดธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เกิดจากการส่งต่อทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการส่งต่อความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และวิสัยทัศน์ร่วมกันของคนทุกเจเนอเรชัน

ความมั่นคงที่แท้จริง คือเริ่มต้นจากการวางแผนส่งต่อมรดก (Legacy Planning)

มรดกที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการวางแผนที่ดี

นอกจากการสร้างระบบธุรกิจที่แข็งแรงแล้ว การวางแผนเพื่อส่งต่อมรดกและความมั่งคั่งอย่างเป็นระบบก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการวางแผนเพื่อส่งต่อมรดก หรือ Legacy Planning สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการวางโครงสร้างทางการเงินเพื่อการส่งต่อในอนาคต อีกหนึ่งทางเลือกคือ Multi-generation policy split การวางแผนส่งต่อมรดกแบบเป็นระบบผ่านผลิตภัณฑ์ PRULegacy ที่ช่วยบริหารจัดการเรื่องภาษีมรดกและสภาพคล่อง เพื่อให้ความมั่งคั่งที่สร้างมาสามารถส่งต่อไปยังคนที่รักได้อย่างราบรื่น

เพราะความสำเร็จที่แท้จริง อาจไม่ได้วัดจากสิ่งที่เราสร้างได้ในวันนี้เพียงอย่างเดียว แต่คือความมั่นคงที่เราสามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

เช่นเดียวกับการวางแผนการเงิน เพราะแม้ธุรกิจจะมีระบบที่แข็งแรงเพียงใด แต่ความมั่นคงที่แท้จริง คือการมีแผนสำรองที่พร้อมรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต และช่วยปกป้องสิ่งที่เราตั้งใจสร้างไว้ให้คนที่เรารักได้อย่างครบถ้วน

พรูเด็นเชียล ประเทศไทย พร้อมเป็น Trusted Partner ที่ช่วยดูแลโครงสร้างทางการเงิน ร่วมกับพันธมิตรธนาคารของเรา เพื่อสนับสนุนการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งและสร้าง Legacy ที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการวางแผนมรดกและสร้างความมั่นคงระยะยาว 'พรูอี-เลกาซี เซฟเวอร์' (PRUe-Legacy Saver) คือประกันสะสมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการออม การส่งต่อความมั่งคั่ง และความคุ้มครองชีวิต

  • จ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 8 ปี แต่รับความคุ้มครองยาวถึงอายุครบ 88 ปี
  • รับเงินคืนทุกปี ปีละ 8.8%* และรับเงินคืนก้อนโตสูงถึง 888%* เมื่อครบกำหนดสัญญา
  • สมัครง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงตอบคำถามสุขภาพ 1 ข้อ และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท **

เพราะการสร้างมรดกที่ยั่งยืน ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างความมั่งคั่งในวันนี้ แต่คือการวางแผนเพื่อส่งต่อสิ่งสำคัญเหล่านั้นไปยังคนที่คุณรักได้อย่างมั่นใจในวันข้างหน้าด้วยเช่นกัน

หมายเหตุ

●       *ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น

●       ** เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

●       ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก

●       เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

●       ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนสืบทอดธุรกิจ

สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างคนต่างเจเนอเรชันในครอบครัว รวมถึงการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายมองเห็นทิศทางการเติบโตของธุรกิจไปในแนวทางเดียวกัน

เมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น การบริหารแบบครอบครัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การนำระบบองค์กร มาใช้ เช่น การวางโครงสร้างองค์กร การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ และการรายงานผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

การเปิดใจรับฟังเหตุผลของกันและกันคือหัวใจสำคัญ ความขัดแย้งส่วนใหญ่มักเกิดจากการมองภาพอนาคตไม่ตรงกัน ดังนั้น การนำข้อมูล ผลลัพธ์ และแผนธุรกิจมาพูดคุยอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจและตัดสินใจบนพื้นฐานเดียวกันได้มากขึ้น

Legacy Planning ช่วยให้การส่งต่อธุรกิจ ทรัพย์สิน และความมั่งคั่งไปยังคนรุ่นต่อไปเป็นไปอย่างมีระบบ ลดความเสี่ยงเรื่องการบริหารจัดการในอนาคต และช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้แม้มีการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารหรือผู้ถือครองทรัพย์สิน

ประกันสะสมทรัพย์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนทางการเงินระยะยาวได้ โดยช่วยสร้างวินัยในการออม ควบคู่กับความคุ้มครองชีวิต และอาจช่วยเพิ่มความพร้อมด้านการเงินสำหรับการส่งต่อความมั่งคั่งในอนาคต สำหรับเจ้าของธุรกิจที่กำลังสร้างรากฐานเพื่อส่งต่อกิจการและทรัพย์สินให้คนรุ่นต่อไป การมีเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของการวางแผน Legacy ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น