ผู้หญิงซื้อประกันสุขภาพที่ดูแลค่ารักษาทั้งการเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

สรุปประเด็นหลัก 

ระบบการรักษาพยาบาลแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักเพื่อประเมินความจำเป็นทางการแพทย์ โดยผู้ป่วยนอก (OPD) หมายถึงการเข้ารับการรักษาแบบไม่ต้องนอนค้างคืน เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยเสร็จสามารถรับยากลับบ้านได้ทันที ซึ่งมักเป็นอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง ในขณะที่ผู้ป่วยใน (IPD) หมายถึงการรักษาที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไปตามคำสั่งแพทย์ เนื่องจากมีอาการรุนแรงหรือต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เกณฑ์สำคัญในการแยกแยะคือความรุนแรงของโรคและความจำเป็นในการแอดมิต สำหรับแผนประกันสุขภาพทั่วไป IPD ถือเป็นความคุ้มครองหลักที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ส่วน OPD มักเป็นความคุ้มครองเสริมที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษารายวัน

คุณเคยกังวลไหมว่า หากวันหนึ่งต้องเข้าโรงพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลจะสูงแค่ไหน?

เพราะค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นทุกปี ประกันสุขภาพจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่มีไว้ก็ดีไม่มีก็ได้ แต่ประกันสุขภาพกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นใจในการดูแลสุขภาพ ทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกมั่นคงแม้ในช่วงเวลาที่เจ็บป่วย 

บทความนี้จะมาไขข้อสงสัยและตอบคำถามที่หลายคนสนใจ เช่น ควรซื้อประกันสุขภาพที่ไหนดี รวมถึงความแตกต่างของการเข้ารับการรักษาทั้งแบบผู้ป่วยใน-ผู้ป่วยนอก หรือ IPD-OPD ว่าคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้คุณสามารถเลือกทำประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์กับความต้องการและคุ้มค่าที่สุดสำหรับตัวคุณเอง

ผู้ป่วยใน (IPD) คืออะไร? 

IPD ย่อมาจาก In-Patient Department โดยผู้ป่วยในหมายถึง ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลและจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป หรือต้องอยู่ค้างคืนตามคำสั่งของแพทย์ การรักษาประเภทนี้มักใช้กับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยปานกลางถึงรุนแรง หรือจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะอาการที่มักเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน 

  • การผ่าตัดใหญ่ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี หรืออุบัติเหตุรุนแรง

  • โรคติดเชื้อรุนแรงที่ต้องให้ยาทางหลอดเลือดดำ เช่น ปอดบวม หรือไข้เลือดออกที่มีภาวะแทรกซ้อน

  • ภาวะวิกฤตที่ต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู (ICU) 

ผู้ป่วยนอก (OPD) คืออะไร?

คำว่า ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก คือ การจำแนกตามรูปแบบการเข้ารับบริการทางการแพทย์ สำหรับผู้ป่วยนอก หรือ OPD ย่อมาจาก Out-Patient Department หมายถึง การที่บุคคลเข้ารับการตรวจวินิจฉัยหรือรักษาโรคจากแพทย์ในแผนกผู้ป่วยนอกหรือในแผนกผู้ป่วยฉุกเฉินของสถานพยาบา​​​​ล โดยใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องนอนพักค้างคืน เมื่อตรวจเสร็จ รับยา หรือทำหัตถการเล็กน้อยเสร็จสิ้น ก็สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันที โดยทั่วไปกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง 

ลักษณะอาการที่มักเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก 

  • ไข้หวัด ปวดหัว ตัวร้อน หรือเป็นไข้

  • ปวดท้อง ท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษชนิดไม่รุนแรง

  • ผื่นคัน อาการแพ้ หรือโรคผิวหนังทั่วไป

  • การเข้าพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการ ตรวจเลือด หรือรับยาต่อเนื่อง

IPD กับ OPD ต่างกันอย่างไร? 

จากนิยามที่กล่าวไปข้างต้น ความแตกต่างของผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกที่ชัดเจนที่สุด คือ ความจำเป็นในการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและคำวินิจฉัยของแพทย์ เพราะหากเป็นโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยแล้วมีอาการไม่รุนแรง สามารถกลับไปนอนดูอาการและพักรักษาตัวที่บ้านก็จะเป็นผู้ป่วยนอก แต่หากว่าอาการมีความรุนแรง หรือเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนได้ แพทย์จะสั่งให้แอดมิตและนับเป็นผู้ป่วยในทันที 

แน่นอนว่าการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยในจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าผู้ป่วยนอก ผู้ที่วางแผนทำประกันสุขภา จึงต้องทำความเข้าใจกับคำว่า IPD กับ OPD แตกต่างกันอย่างไร เพื่อวางแผนการซื้อประกันสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

 

ตารางสรุปความเข้าใจผู้ป่วยในกับผู้ป่วยนอกต่างกันอย่างไร?

 

 

หัวข้อ 

 

 

 

 

​​​IPD (ผู้ป่วยใน)

 

 

 

 

OPD (ผู้ป่วยนอก)

 

 

 

 

รูปแบบการรักษา

 

 

 

 

ต้องแอดมิต นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

 

 

 

 

ตรวจเสร็จรับยากลับบ้านได้ ไม่ต้องค้างคืน

 

 

 

 

ระยะเวลาการรักษา

 

 

 

 

ตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป หรือต้องอยู่ค้างคืน

 

 

 

 

โดยทั่วไปใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง

 

 

 

 

ความรุนแรงของโรค

 

 

 

 

อาการปานกลางถึงรุนแรง ต้องดูแลใกล้ชิด

 

 

 

 

อาการไม่รุนแรง สามารถเฝ้าดูอาการและดูแลตัวเองต่อที่บ้านได้

 

 

 

 

ตัวอย่างอาการ

 

 

 

 

ผ่าตัดใหญ่ ปอดอักเสบรุนแรง ภาวะวิกฤต หรือมีโรคประจำตัวที่อาจทำให้อาการรุนแรงยิ่งขึ้น

 

 

 

 

ไข้หวัด ปวดหัวเล็กน้อย แผลถลอก 

 

 

 

 

โครงสร้างค่าใช้จ่าย

 

 

 

 

สูงกว่า เนื่องจากมีค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าแพทย์เยี่ยมไข้

 

 

 

 

ต่ำกว่า เนื่องจากไม่มีค่าห้องพักและค่าบริการเตียง

 

 

 

เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าเป็นผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอก

การพิจารณาสถานะของผู้ป่วยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วยเอง แต่ต้องเป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์และเงื่อนไขทางการแพทย์ ดังนี้ 

  • คำสั่งแอดมิตจากแพทย์ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความจำเป็น หากพบว่าอาการรุนแรงเกินกว่าจะกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้ จะแนะนำให้นอนโรงพยาบาล

  • เกณฑ์เวลาความคุ้มครอง ในทางประกันภัยการนับสิทธิ์ผู้ป่วยในมักเริ่มที่การนอนรักษาตัวติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ยกเว้นบางกรณีที่เป็นการผ่าตัดเล็กแต่จัดอยู่ในกลุ่ม Day Surgery ที่ได้รับการอนุโลม

  • ความจำเป็นทางการแพทย์ พิจารณาจากการต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ หัตถการ หรือการให้ยาและสารน้ำทางเส้นเลือดที่ต้องได้รับการดูแลจากพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียดความคุ้มครองของประกันสุขภาพ IPD และ OPD

โครงสร้างของประกันสุขภาพทั่วไปจะแยกความคุ้มครองออกเป็นสองส่วนหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการรักษาพยาบาลและพฤติกรรมการเข้าใช้บริการ

ความคุ้มครองประกันสุขภาพ IPD (ผู้ป่วยใน) ครอบคลุมอะไรบ้าง?

ประกันสุขภาพแบบ IPD จะให้ความคุ้มครองสำหรับการรักษาแบบผู้ป่วยใน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมในระหว่างที่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ดังต่อไปนี้ 

  • ค่าห้องพักตามระดับที่กำหนดในกรมธรรม์ 

  • ค่ารักษาพยาบาลรวมค่าตรวจ ​​

  • ค่าหัตถการทางการแพทย์ 

  • ค่าผ่าตัดและค่าใช้จ่ายในห้องผ่าตัด

  • ค่ายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ระหว่างการรักษา 

ความคุ้มครองประกันสุขภาพ OPD (ผู้ป่วยนอก) ครอบคลุมอะไรบ้าง?

ประกันสุขภาพแบบ OPD จะครอบคลุมการรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้ารับการรักษาในกรณีที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลได้อย่างสะดวกและครอบคลุม ดังนี้ 

  • ค่าตรวจรักษาทั่วไปกับแพทย์ตามอาการ 

  • การตรวจกับแพทย์เฉพาะทาง 

  • ค่ายาที่แพทย์สั่งจ่าย 

  • ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น เอกซเรย์ และอัลตราซาวนด์ 

คู่มือการเลือกประกันสุขภาพ มีวิธีเลือกอย่างไรบ้าง?

การจะเลือกทำประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD) หรือ ผู้ป่วยนอก (OPD) ที่ไหนดีนั้น ควรจะต้องศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วน เพราะประกันสุขภาพเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ค่อนข้างมีรายละเอียดซับซ้อน ก่อนที่จะซื้อประกันสุขภาพ สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ประกันสุขภาพผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก แตกต่างกันอย่างไร? แล้วค่อยเอามาเปรียบเทียบว่าจะซื้อประกันสุขภาพที่ไหนดี ควบคู่กับเหตุผลอื่น ๆ ไปด้วย โดยวิธีการเลือกประกันสุขภาพให้คุ้มค่ามากที่สุด มีดังต่อไปนี้

1. พิจารณาความคุ้มครองของแผนประกันสุขภาพผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

การเลือกแผนประกันสุขภาพควรครอบคลุมการรักษาให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด เนื่องจากบางกรมธรรม์ให้ความคุ้มครองทั้ง IPD และ OPD บางกรมธรรม์ให้เฉพาะ IPD เท่านั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพื่อเลือกแผนความคุ้มครองให้ตรงกับความต้องการ

ประกันสุขภาพ OPD เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ไปพบแพทย์บ่อย กับอาการเล็กน้อย เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจรุนแรงขึ้น แต่มีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายการรักษา

  • ผู้ที่เคยประสบปัญหาค่าใช้จ่ายด้านยาและการรักษาที่สูงเกินคาด และต้องการความคุ้มครองในส่วนนี้

  • ผู้ที่ต้องการประกันสุขภาพเสริมนอกเหนือจากสิทธิประกันสังคม โดยมีงบประมาณที่เหมาะสม

ประกันสุขภาพ IPD เหมาะกับใคร? 

  • ผู้ที่มีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสูงในกรณีที่ต้องเข้ารักษาตัวแบบผู้ป่วยใน เนื่องจากค่าห้องพักและการรักษามีมูลค่าสูง

  • ผู้ที่วิตกเรื่องค่าใช้จ่ายการผ่าตัดที่อาจมีมูลค่าหลักแสนบาท

  • ผู้ที่ต้องการลดภาระทางการเงินของครอบครัวในกรณีที่เจ็บป่วยหนัก

Smart Tips: 

สำหรับพนักงานประจำที่มีสวัสดิการประกันกลุ่มของบริษัทอยู่แล้ว ขอแนะนำให้เลือกซื้อแผนประกันสุขภาพที่เน้นความคุ้มครองผู้ป่วยใน (IPD) เป็นหลัก และเลือกรูปแบบที่มีความรับผิดส่วนแรก (Deductible) โดยให้สวัสดิการประกันกลุ่มที่มีอยู่ช่วยทำหน้าที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนแรกแทน วิธีนี้จะช่วยลดค่าเบี้ยประกันภัยรายปีให้ลดลง แต่ยังช่วยขยายวงเงินความคุ้มครองรวมให้สูงขึ้น​​​​เพื่อรองรับความเสี่ยงจากโรคร้ายแรงได้อย่างอุ่นใจ 

2. เลือกแผนประกันสุขภาพตามไลฟ์สไตล์และความเสี่ยง

การเลือกประกันสุขภาพที่เหมาะสมควรประเมินจากปัจจัยส่วนบุคคล โดยควรพิจารณาจากปัจจัยสำคัญดังนี้ 

  • ช่วงอายุ เพราะผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น จะมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยสูงกว่าคนที่ยังมีอายุไม่มาก จึงควรเลือกความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD)

  • ประวัติสุขภาพครอบครัว หากครอบครัวมีประวัติโรคทางพันธุกรรม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ควรให้ความสำคัญกับความคุ้มครอง IPD เป็นพิเศษ

  • การทำงานและการใช้ชีวิต หากคุณทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น งานก่อสร้าง งานขับรถ หรือชอบเล่นกีฬาผาดโผน ควรเลือกประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเพื่อความอุ่นใจ

3. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่เหมาะสม

การเลือกซื้อประกันสุขภาพไม่ว่าจะคุ้มครองผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอก ไม่ควรสร้างภาระทางการเงินในระยะยาว ซึ่งควรคำนวณสัดส่วนค่าเบี้ยฯ ให้สมดุลกับรายได้ แนะนำว่าให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการทำประกันภัยรวมทุกแผนให้อยู่ที่ 10-20% ของรายได้ต่อปี เพื่อให้สามารถชำระเบี้ยฯ ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่กระทบกับสภาพคล่องรายเดือน ทั้งยังช่วยรักษาสถานะของกรมธรรม์ รวมถึงจำนวนเอาประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองได้อย่างต่อเนื่อง 

4. โรงพยาบาลที่เข้าร่วม

ควรมองหาประกันสุขภาพที่มีโรงพยาบาลคู่สัญญาครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อที่คุณจะสามารถใช้บริการเมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยได้ทันเวลาและเดินทางสะดวก อาจจะเป็นโรงพยาบาลใกล้ที่พัก หรือเป็นโรงพยาบาลที่มีคุณภาพตามที่คุณต้องการ อีกทั้งหมดห่วงเรื่องการรอคิวหรือการให้บริการหากคุณมีประกันสุขภาพส่วนบุคคลนี้

5. การให้บริการ

ควรเลือกประกันสุขภาพที่มีบริการสอบถามข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง และขั้นตอนในการเคลมไม่ซับซ้อน เพราะบางกรณีของประกันสุขภาพ อาจมีเงื่อนไขที่ทางโรงพยาบาลจำเป็นที่ต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับประกันสุขภาพของเราก่อน บางบริษัทก็จะมีแอปพลิเคชันให้บริการเพื่อให้การเคลมเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับคุณได้เป็นอย่างดี

สรุป เลือกซื้อประกันสุขภาพที่ไหนดี ควรเลือกอย่างไร?

ก่อนทำประกันสุขภาพทุกครั้ง ควรทำความเข้าใจในเรื่องสิทธิ์การรักษาของผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ว่าคืออะไรให้ดี เพื่อช่วยให้คุณเลือกแผนประกันสุขภาพได้อย่างเหมาะสม เพราะคำถามที่ว่า ควรซื้อประกันสุขภาพแบบไหนดีคงไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน ​​​​หรือเพื่อเสริมความคุ้มครองจากกรมธรรม์เดิมให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น  

สำหรับผู้ที่ต้องการทำประกันสุขภาพ IPD และประกันสุขภาพ OPD ที่ไหนดี มีปัจจัยหลักที่ควรใช้พิจารณา ดังนี้

  • ผู้ที่สนใจทำประกันสุขภาพ IPD ควรมองหาความคุ้มครองที่ครอบคลุมและมีวงเงินความคุ้มครอง​​​​เพียงพอ เพื่อความอุ่นใจหากเจ็บป่วยและต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน

  • ผู้ที่สนใจทำประกันสุขภาพ OPD ควรพิจารณาให้ความถี่ถ้วนในการเข้าใช้บริการ รวมถึงความต้องการด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

เสริม​​​​ความมั่นคงและความอุ่นใจในยามเจ็บป่วย เลือกซื้อแผนประกันชีวิตและสุขภาพ จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย

การเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาสุขภาพคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เข้าใจถึงความต้องการความยืดหยุ่นและการบริหารค่าใช้จ่ายของคนยุคใหม่ จึงได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ ประกันชีวิตและสุขภาพ ที่สามารถปรับเปลี่ยนวงเงินความคุ้มครองให้สอดรับกับงบประมาณและสวัสดิการเดิมที่มีอยู่ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นแผนประกันชีวิตและสุขภาพแบบเหมาจ่าย พรูเหมา เหมา ดับเบิล ชัวร์ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลก้อนโต พร้อมการเลือกซื้อสัญญาเพิ่มเติมที่คุ้มครองผู้ป่วยนอก เพื่อดูแล​​ค่ารักษาพยาบาลรายวัน  

วางแผนประกันภัยเพื่อการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และไร้กังวล เลือกสมัครประกันสุขภาพ กับพรูเด็นเชียล ประเทศไทย วันนี้เลย 

 

หมายเหตุ 

  • ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก

  • เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 

ข้อมูลอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก (FAQs)

แม้จะไม่มีการนอนพักค้างคืนในโรงพยาบาล แต่สำหรับการทำหัตถการหรือการผ่าตัดเล็กบางประเภทที่ระบุไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ เช่น การส่องกล้องตรวจลำไส้ การผ่าตัดต้อกระจก หรือการเจาะชิ้นเนื้อ บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จะอนุโลมให้สิทธิ์ความคุ้มครองและเบิกจ่ายในหมวดของผู้ป่วยใน (IPD) 

หากเป็นการเข้ารับการรักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุฉุกเฉินภายใน 24 ชั่วโมง ณ ห้องฉุกเฉิน แล้วสามารถกลับบ้านได้โดยแพทย์ไม่มีคำสั่งให้แอดมิต จะจัดอยู่ในหมวดความคุ้มครองอุบัติเหตุผู้ป่วยนอก (OPD) อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพหลายแผนมักมีความคุ้มครองอุบัติเหตุฉุกเฉินแยกออกมาเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยให้เบิกจ่ายได้ตามจริงภายใต้วงเงินที่กำหนดโดยไม่จำเป็นต้องซื้อสัญญาเพิ่มเติม OPD

หากแพทย์ผู้ทำการรักษาวินิจฉัยและให้แอดมิตเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน โดยทั่วไปจะเข้าเกณฑ์ IPD ทันทีแม้จะอยู่ไม่ถึง 6 ชั่วโมงก็ตาม เช่น กรณีแอดมิตแล้วอาการดีขึ้นรวดเร็ว หรือมีการส่งตัวไปยังสถานพยาบาลอื่น อย่างไรก็ตาม การอนุมัติเคลมขั้นสุดท้ายจะพิจารณาจากความจำเป็นทางการแพทย์และเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพของแต่ละบริษัทฯ เป็นหลัก

การพิจารณาแอดมิตอิงจากความจำเป็นทางการแพทย์เป็นหลัก แม้ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอาการไม่หนัก แต่แพทย์อาจประเมินว่ามีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น การรอผลตรวจเลือดที่สำคัญ การสังเกตผลข้างเคียงของยา หรือการให้ยาและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือและต้องมีพยาบาลคอยดูแลตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัย

ควรให้ความสำคัญกับความเสี่ยงแบบ IPD เป็นอันดับแรก เนื่องจากการนอนโรงพยาบาลมักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ค่าห้องพัก ค่าผ่าตัด และค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งสูงกว่าการรักษาแบบ OPD หลายเท่าตัว การเริ่มต้นทำแผนประกันสุขภาพที่เน้นความคุ้มครอง IPD จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยปกป้องเงินเก็บไม่ให้สูญไปกับค่ารักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ