ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผู้คนสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น อีเมล ข้อความ และโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม ช่องทางที่สะดวกเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นช่องทางที่เหล่ามิจฉาชีพออนไลน์ใช้ในการหลอกลวงผู้ใช้งานผ่านสิ่งที่เรียกว่า สแปม (Spam) ซึ่งเป็นข้อความที่สร้างความรบกวน และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงภัยออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ

ในบทความนี้ เราจะพาไปรู้จักว่าสแปมคืออะไร มีรูปแบบใดบ้าง รวมถึงวิธีสังเกต รู้เท่าทัน และป้องกันตนเองจากภัยคุกคามออนไลน์ เพื่อให้สามารถใช้งานโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและลดโอกาสตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในชีวิตประจำวัน

สแปมคืออะไร?

สแปม (Spam) หรือที่เราคุ้นเคยกันว่า อีเมลขยะ คือข้อความที่ถูกส่งไปยังคนจำนวนมาก โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ จุดประสงค์คือเพื่อโฆษณาสินค้า หลอกลวง หรือเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล

รูปแบบของสแปม

สแปมสามารถพบได้ในหลายช่องทางและมีวิธีนำเสนอที่แตกต่างกันไป โดยแต่ละรูปแบบล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรบกวน หลอกลวง หรือเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน

1. อีเมล (Email)

สแปมจะถูกส่งผ่านอีเมล โดยมักแฝงลิงก์หรือไฟล์แนบที่อาจนำไปสู่เว็บไซต์ภายนอกที่เป็นอันตรายและก่อให้เกิดความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลได้

2. ข้อความ (SMS)

สแปมที่ถูกส่งผ่าน SMS มักจะเป็นข้อความโปรโมตสินค้า แอบอ้างเป็นหน่วยงาน องค์กร หรือมิจฉาชีพออนไลน์ที่ชักชวนให้กดลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

3. โซเชียลมีเดีย (social media)

Facebook Messenger: มักเป็นข้อความจากคนแปลกหน้าที่ไม่ได้เป็นเพื่อน และบางครั้งอาจมีการแนบลิงก์ที่น่าสงสัยมาด้วย

Instagram: อาจพบคอมเมนต์ซ้ำ ๆ ใต้โพสต์จากแอคเคานต์บอท (Account Bot) หรือข้อความที่ชักชวนให้กดลิงก์ภายนอก

4. เว็บไซต์ (Website)

คือการทำสแปมบนเว็บไซต์หรือเนื้อหาออนไลน์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อหลอกระบบค้นหา (Search Engine) ให้เว็บติดอันดับสูงใน Google ผ่านการยัดคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ (Keyword Stuffing) หรือแอบแทรกลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่น

สแปมแต่ละรูปแบบที่พบ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของกลโกงจากมิจฉาชีพที่ซ่อนอยู่ อ่านเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพได้ที่ เตือนภัย!! มุกใหม่มิจฉา ที่คุณต้องรู้

5 วิธีการป้องกันสแปมออนไลน์

อินโฟกราฟฟิกแนะนำ 5 วิธีป้องกันสแปมออนไลน์

1. เปิดใช้ฟิลเตอร์สแปม

ระบบกรองอัตโนมัติที่จะช่วยคัดกรองอีเมลที่น่าสงสัยและย้ายไปยังโฟลเดอร์สแปมโดยอัตโนมัติ

2. ไม่คลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก

หากได้รับอีเมลจากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก หรือพบลิงก์ที่น่าสงสัย ควรหลีกเลี่ยงการกดลิงก์และไม่ดาวน์โหลดไฟล์แนบ

3. หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต

ควรระมัดระวังในการกรอกข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน เช่น เบอร์โทรศัพท์ เลขบัตรประชาชน หรือเลขบัญชีธนาคาร รวมถึงอีเมล ไม่ควรเปิดเผยในที่สาธารณะ เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกเก็บรวบรวมโดยระบบอัตโนมัติ

4. ใช้อีเมลสำรอง

ควรใช้อีเมลสำรองในการสมัครเว็บไซต์ทั่วไป เพื่อลดความเสี่ยงจากสแปมที่อาจเกิดขึ้นกับอีเมลหลัก

5. รายงาน และบล็อกบัญชีสแปม

ไม่ควรโต้ตอบกับอีเมลหรือข้อความสแปม เมื่อพบข้อความสแปมหรือบัญชีที่น่าสงสัย ควรดำเนินการรายงาน (Report) และบล็อก (Block) ทันทีผ่านผู้ให้บริการ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและลดปริมาณสแปมในระบบ

 

ถ้าได้รับอีเมลสแปม ต้องทำอย่างไร?

1. อย่ากดลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์เด็ดขาด

สแปมมักหลอกให้ผู้ใช้งานกดลิงก์หรือดาวน์โหลดเพื่อขโมยรหัสผ่านหรือฝังมัลแวร์ (Malware)

หากเผลอกดลิงก์ในอีเมลสแปมไปแล้ว ให้รีบทำตามขั้นตอนนี้โดยด่วน

CASE 1 แค่กดเข้าไปดู ยังไม่ได้กรอกข้อมูล

·        ปิดหน้าเว็บไซต์ทันที

·        ห้ามดาวน์โหลดไฟล์หรือกดปุ่มใด ๆ เพิ่มเติม

·        สแกนไวรัสหรือมัลแวร์ในอุปกรณ์

·        อัปเดตระบบปฎิบัติการและโปรแกรมป้องกันไวรัสให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

CASE 2 กรณีกรอกข้อมูลส่วนตัวไปแล้ว (เช่น อีเมล หรือรหัสผ่าน)

·        เปลี่ยนรหัสผ่านทันที

·        เปิดการยืนยันแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication: 2FA)

·        ออกจากระบบทุกอุปกรณ์ที่เคยล็อกอินไว้

CASE 3 กรณีเผลอกรอกข้อมูลทางการเงิน (เช่น เลขบัตรเครดิต, รหัส CVV หลังบัตร, หรือเลขบัญชีธนาคาร)

·        รีบติดต่อธนาคารหรือผู้ให้บริการบัตรเครดิตทันที

·        อายัติหรือระงับบัตรชั่วคราว

·        ตรวจสอบรายธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ

ขั้นตอนปฎิบัติเมื่อเผลอกดลิงก์สแปม ควรทำตามขั้นตอนทันที

2. อย่าตอบกลับอีเมลนั้น

การตอบกลับอีเมลสแปมจะเป็นการยืนยันว่าอีเมลนี้ยังใช้งานได้จริง ส่งผลให้มีโอกาสได้รับสแปมเพิ่มขึ้นในอนาคต

3. กดรายงานสแปม (Report Spam)

การรายงานว่าอีเมลนั้นเป็นสแปมหรืออีเมลที่ไม่พึงประสงค์ จะช่วยให้ระบบสามารถกรองและลดการส่งข้อความลักษณะเดียวกันในอนาคต โดยหลังจากรายงานแล้ว อีเมลมักจะถูกย้ายไปยังโฟลเดอร์สแปมโดยอัตโนมัติ

4. บล็อกบัญชีผู้ส่ง

            เมื่อทราบว่าเป็นอีเมลสแปม ควรบล็อกบัญชีผู้ส่งเพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับอีเมลลักษณะเดียวกันซ้ำอีก รวมถึงลดโอกาสที่มิจฉาชีพออนไลน์จะติดต่อหรือหลอกลวงในอนาคต

5. ลบอีเมล

หลังจากรายงานเรียบร้อยแล้ว สามารถลบอีเมลสแปมนั้นทิ้งได้ทันที เพื่อลดความรกของกล่องจดหมายและลดโอกาสคลิกลิงก์อันตรายโดยไม่ตั้งใจ

หากสงสัยว่าข้อมูลทางการเงินอาจรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้โดยมิจฉาชีพ อ่านแนวทางปฎิบัติได้ที่ เปิดขั้นตอนที่ต้องทำเมื่อโดนมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน!

สแปมเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยากในยุคดิจิทัล เพราะแฝงตัวอยู่ในหลายช่องทางการสื่อสาร แม้บางข้อความจะดูไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจะนำไปสู่ความเสี่ยงด้านข้อมูลและความปลอดภัยได้ในอนาคต ดังนั้นการรู้เท่าทันและใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างระมัดระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสแปมและทำให้การใช้งานออนไลน์ปลอดภัยมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

 

ข้อมูลอ้างอิง

·        ทำความรู้จัก Spam (สแปม) และการป้องกัน - NSTDA

·        รู้จักสแปม (Spam) และวิธีป้องกันภัยรบกวนออนไลน์ - Cotactic Media | วางแผนการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจทุกขนาด

·        สแปม (Spam) คืออะไร? เคล็ดลับป้องกันและรับมือสแปม

·        สแปม แสปมเมล์ หรือจดหมายขยะ (Spam Mail หรือ Bulk Mail)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสแปม

อาจอันตรายได้ หากเป็นลิงก์หลอกลวง เว็บไซต์ปลอม หรือการขโมยข้อมูลส่วนตัว

สามารถแจ้งความออนไลน์ โดยปฎิบัติตามขั้นตอนดังนี้

  1. เข้าเว็บไซต์ https://thaipoliceonline.go.th/
  2. ลงทะเบียนและยืนยันตัวตนด้วยหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมล
  3. เลือกประเภทคดี โดยให้เลือก "คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี"
  4. กรอกข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกหลอก เช่น วันที่ เวลา ช่องทางที่ถูกหลอก ข้อมูลของผู้หลอก เงินที่สูญเสีย
  5. แนบหลักฐานที่รวบรวมไว้ เช่น สลิปโอนเงิน บทสนทนา ข้อความ รูปภาพ
  6. ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนกดยืนยัน
  7. รอรับเลขรับแจ้งความ Case ID ไว้ติดตามผล

ปกติ เพราะข้อมูลอาจหลุดจากฐานข้อมูลหรือเว็บไซต์ที่เราเคยสมัครหรือกรอกข้อมูลไว้

มี เพราะอาจนำไปสู่การถูกติดตาม พยายามเจาะบัญชี หรือขโมยข้อมูลอนาคต