ลดหย่อนภาษีด้วยแบบประกัน

หมายเหตุ

  • ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
  • เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่ระบุในกรมธรรม์
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
  • สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร

 

ข้อมูลอ้างอิง :

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันลดหย่อนภาษี (FAQs)

ค่าลดหย่อนภาษีที่พบบ่อยสามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

✅ ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว เช่น ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล คู่สมรส บุตร และบิดามารดา

✅ ประกัน เช่น เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ และเบี้ยประกันบำนาญ

✅ การออมและการลงทุนเพื่อเกษียณ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) และผลิตภัณฑ์ออมเงินเพื่อการเกษียณ

✅ ดอกเบี้ยและที่อยู่อาศัย เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

✅ เงินบริจาค เช่น การบริจาคผ่านระบบ e-Donation ให้กับสถานศึกษา โรงพยาบาล หรือองค์กรสาธารณกุศลที่ได้รับรอง

ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ วงเงิน และเงื่อนไขการลดหย่อนอาจแตกต่างกันในแต่ละรายการ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนยื่นภาษีทุกครั้ง

การพิจารณาเสียภาษีจะดูจาก “เงินได้สุทธิ” ไม่ใช่รายได้ทั้งหมด โดยเงินได้สุทธิคือรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว

โดยทั่วไป หากมี เงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาทต่อปี จะเริ่มเข้าสู่เกณฑ์การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได ส่วนเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี

ตัวอย่าง: หากมีรายได้ตลอดปี 360,000 บาท แต่หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วเหลือเงินได้สุทธิ 140,000 บาท จะยังไม่ต้องเสียภาษี แต่หากเงินได้สุทธิ 200,000 บาท จะเริ่มมีภาษีที่ต้องชำระตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

ข้อควรรู้: แม้จะไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี บางกรณีก็ยังมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ดังนั้นควรตรวจสอบสิทธิและหน้าที่ในการยื่นภาษีทุกปี

ควรวางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้มีเวลาเตรียมการออม การลงทุน หรือซื้อประกันได้อย่างเหมาะสม ไม่ต้องเร่งใช้สิทธิลดหย่อนช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ควรทบทวนสิทธิและค่าใช้จ่ายอีกครั้งก่อนสิ้นปี เพื่อให้ใช้สิทธิลดหย่อนได้ครบถ้วนที่สุด

เริ่มจากประเมินรายได้ทั้งปี และตรวจสอบสิทธิลดหย่อนที่สามารถใช้ได้ เช่น ค่าลดหย่อนครอบครัว ประกัน การออม การลงทุน และเงินบริจาค จากนั้นวางแผนใช้สิทธิให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง

ตัวอย่าง

  • รายได้ 20,000–40,000 บาท/เดือน: เน้นใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐาน เช่น ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต หรือดอกเบี้ยบ้าน
  • รายได้ 40,000–80,000 บาท/เดือน: พิจารณาเพิ่มการออมและการลงทุนที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้ ควบคู่กับการประกันความคุ้มครอง
  • รายได้ 80,000 บาท/เดือนขึ้นไป: วางแผนใช้สิทธิลดหย่อนให้ครบทุกหมวด ทั้งการออมเพื่อเกษียณ การลงทุน ประกัน และสิทธิครอบครัว

ประกันที่สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ มีดังนี้

  • ประกันชีวิต ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท โดยกรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
  • ประกันสุขภาพของตนเอง ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท (เมื่อนำไปรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ไม่เกิน 100,000 บาท)
  • ประกันสุขภาพบิดามารดา ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 15,000 บาท โดยบิดามารดาต้องมีรายได้ตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
  • ประกันบำนาญ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และสูงสุด 200,000 บาท หรือสูงสุด 300,000 บาท (ในกรณีที่ไม่มีเบี้ยประกันชีวิตแบบอื่นๆ) โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินและความต้องการความคุ้มครองของแต่ละบุคคล โดยประกันชีวิตเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างหลักประกันให้คนข้างหลัง ประกันสุขภาพช่วยรองรับค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนประกันบำนาญเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

หากมีรายได้ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ควรเลือกประกันตามความจำเป็นด้านความคุ้มครองเป็นอันดับแรก โดยเริ่มจาก ประกันสุขภาพ เพื่อรองรับค่ารักษาพยาบาล และ ประกันชีวิต หากมีภาระดูแลครอบครัวหรือหนี้สิน

หากต้องการวางแผนการเงินระยะยาว อาจพิจารณา ประกันบำนาญ เพิ่มเติม เพื่อช่วยสร้างรายได้หลังเกษียณ และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

💡 คำแนะนำ: การเลือกทำประกันควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับความต้องการ และกำลังชำระเบี้ยฯ ของตนเองเป็นสำคัญ ไม่ควรพิจารณาจากประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมูลค่าภาษีที่ประหยัดได้อาจแตกต่างกันไปตามฐานภาษีและสถานการณ์ของแต่ละบุคคล

หากมีรายได้ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน อาจแบ่งงบลดหย่อนภาษีโดยเน้นทั้งความคุ้มครองและการวางแผนการเงินระยะยาว เช่น ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองอาจพิจารณาประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ ตามความจำเป็น ขณะที่ผู้ที่มีเป้าหมายออมเงินระยะยาวอาจพิจารณากองทุนเพื่อการเกษียณ หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

💡 คำแนะนำ: ควรวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีควบคู่กับเป้าหมายทางการเงินและความจำเป็นของตนเอง ไม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพียงเพื่อประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากผลประโยชน์ทางภาษีและความเหมาะสมของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ผู้เอาประกันภัยควรตรวจสอบ และให้ความยินยอมตามขั้นตอนที่บริษัทประกันกำหนด เพื่อให้บริษัทนำส่งข้อมูลเบี้ยประกันภัยแก่กรมสรรพากรสำหรับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกในการยื่นภาษีผ่านระบบ e-Filing และลดความผิดพลาดในการกรอกข้อมูล ทั้งนี้ ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอีกครั้งก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกปี

ได้ หากกรมธรรม์และการชำระเบี้ยฯ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดภายในปีภาษีนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือกซื้อประกันเพียงเพราะต้องการลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ควรพิจารณาความจำเป็นด้านความคุ้มครอง ความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัยในระยะยาว และเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง รวมถึงตรวจสอบว่าวงเงินลดหย่อนภาษีคงเหลือเพียงพอหรือไม่ก่อนตัดสินใจซื้อ

💡 คำแนะนำ: ก่อนตัดสินใจซื้อประกันช่วงปลายปี ควรตรวจสอบให้การชำระเบี้ยฯ และการอนุมัติกรมธรรม์แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคมของปีภาษีนั้น รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์ของกรมธรรม์ที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ เช่น เงื่อนไขระยะเวลาคุ้มครอง และตรวจสอบวงเงินลดหย่อนภาษีคงเหลือของตนเอง เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้อย่างเหมาะสมและเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด