ตามหลักการวางแผนการเงิน ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6-12 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ เพื่อรองรับค่าครองชีพ ค่าดูแลฟื้นฟูต่อเนื่อง และชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป เนื่องจากโรคร้ายแรงมักต้องใช้เวลาพักฟื้นร่างกายยาวนานหลายเดือน ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจะขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่คุณได้เลือกไว้
สรุปประเด็นหลัก
ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในปัจจุบัน ล้วนแฝงความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงที่มีค่าผ่าตัดและค่ารักษาตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 6-12% ทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ วิธีรับมือที่คุ้มค่าและนำไปทำตามได้จริงเพื่อไม่ให้ค่ารักษาโรคร้ายแรงมากระทบเงินออม คือ
● เช็กสิทธิ์ที่มีอยู่: สำรวจสวัสดิการพนักงานหรือประกันกลุ่มว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายหรือไม่
● อุดช่องโหว่ความเสี่ยง: เลือกทำประกันชีวิตและสุขภาพแบบเหมาจ่ายเพื่อคุมบิลค่ารักษาโรงพยาบาล ควบคู่กับทำประกันโรคร้ายแรงแบบรับเงินก้อน เพื่อรองรับ "ค่าใช้จ่ายแฝง" และชดเชยรายได้ยามพักฟื้น
● เริ่มต้นให้ไว ล็อกเบี้ยฯ ให้คุ้ม: ควรวางแผนกำหนดจำนวนเอาประกันภัยให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงตั้งแต่วัย 20-30 ปี เพื่อให้ได้ราคาเบี้ยฯ ที่สมดุลและสร้างเกราะป้องกันทางการเงินได้อย่างยั่งยืน
ความสุขในการใช้ชีวิตของแต่ละคนขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไป บางคนทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานอย่างเต็มที่ บางคนผ่อนคลายด้วยการรับประทานอาหารอร่อย ๆ หรือการสังสรรค์ อย่างไรก็ตาม ทุกพฤติกรรมในชีวิตประจำวันล้วนส่งผลสะสมต่อสุขภาพในระยะยาวโดยที่เราอาจไม่ทันสังเกต รู้สึกตัวอีกทีก็ต้องจ่ายค่ารักษาโรคร้ายแรงหลายแสนแล้ว
เมื่อชีวิตเดินทางเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว สิ่งที่มักสวนทางกับรายได้คือ ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งอาจกระทบต่อสถานะทางการเงินหากไม่มีการวางแผนรองรับที่ดีพอ ดังนั้น การหันกลับมาสำรวจพฤติกรรมของตนเอง พร้อมเตรียมหลักประกันความคุ้มครองสุขภาพที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ จึงเป็นก้าวแรกของการดูแลตัวเองที่คุ้มค่าที่สุด
ใช้ชีวิตสายนี้…ต้องเตรียมงบดูแลสุขภาพเท่าไหร่?
ลองมาสำรวจกันดูว่า ไลฟ์สไตล์ที่คุณเป็นอยู่ในปัจจุบัน มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในด้านใดบ้างในอนาคต และหลักประกันความคุ้มครองสุขภาพที่คุณมีอยู่นั้น เพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ อย่างเช่น ค่าผ่าตัด ค่ารักษาโรคร้ายแรงแล้วหรือยัง
สายงานหนัก พักไม่เป็น
กลุ่มคนที่ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานอย่างเต็มที่ มักมีความเครียดสะสมและพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลให้ระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและหัวใจ
● ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง : โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
● ประมาณการค่าใช้จ่าย : ค่ารักษาอาการเฉียบพลัน 100,000 – 700,000 บาท1 (ขึ้นอยู่กับความรุนแรง) ส่วนค่าผ่าตัดทำบายพาสหัวใจและค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง อาจสูงถึง 1,020,000-1,500,000 บาท2
สายปิ้งย่างทุกวีค
ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารประเภทเนื้อแดง อาหารแปรรูป หรือเมนูปิ้งย่างเป็นประจำ ร่างกายมีโอกาสได้รับสารที่เกิดจากการไหม้เกรียม ซึ่งเมื่อสะสมเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร และก่อให้เกิดโรคร้ายแรงได้
● ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง : โรคมะเร็งลำไส้
● ประมาณการค่าใช้จ่าย : ค่าผ่าตัดต่อลำไส้แบบส่องกล้องเริ่มต้นที่ 549,000 บาท3
สายนอนดึก กินดึก
พฤติกรรมการรับประทานอาหารมื้อดึกแล้วเข้านอนทันทีเป็นประจำ จะเข้าไปกระตุ้นระดับอินซูลินและคอเลสเตอรอลให้สูงขึ้น อีกทั้งยังรบกวนระบบย่อยอาหารจนอาจเกิดอาการป่วยเรื้อรัง
● ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง : โรคกรดไหลย้อน และโรคเบาหวาน
● ประมาณการค่าใช้จ่าย : ค่าผ่าตัดหูรูดกระเพาะอาหารอยู่ที่ประมาณ 250,000 บาท4 และอาจมีค่ายาสำหรับดูแลต่อเนื่อง 5
สายดื่มหนัก
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากหรือบ่อยครั้ง ทำให้ตับต้องทำงานหนักในการขับสารพิษ ซึ่งอาจส่งผลให้เนื้อเยื่อตับอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงในตับได้
● ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง : โรคมะเร็งตับ
● ประมาณการค่าใช้จ่าย : ค่ารักษามะเร็งตับด้วยการจี้เย็นเริ่มต้นที่ 242,500 บาท5
หมายเหตุ: ค่ารักษาพยาบาลเป็นเพียงข้อมูลประมาณการ อาจแตกต่างกันตามสถานพยาบาล แนวทางการรักษา และอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
ค่าผ่าตัด ค่ารักษาโรคร้ายแรงที่พบบ่อย ต้องเตรียมเงินสำรองเท่าไหร่?
เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันด้านสุขภาพ สิ่งที่สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวมักหนีไม่พ้นเรื่องค่าใช้จ่าย หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า ค่าผ่าตัด ค่ารักษาโรคร้ายแรงในโรงพยาบาลเอกชนมีอัตราค่าบริการที่ค่อนข้างสูง การรับทราบข้อมูลตัวเลขโดยเฉลี่ยจะช่วยให้เราสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมทางการเงินอย่างมีเหตุมีผลได้ดียิ่งขึ้น
ส่องค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรงแต่ละโรค
เพื่อให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่จับต้องได้ ลองพิจารณาตารางประมาณการอัตราค่ารักษาพยาบาลและการผ่าตัดของโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงาน ดังนี้
กลุ่มโรคร้ายแรง |
รูปแบบการรักษาหลัก |
อัตราค่ารักษาพยาบาลโดยประมาณ (โรงพยาบาลเอกชน) |
กลุ่มโรคมะเร็ง |
การผ่าตัด, เคมีบำบัด, รังสีรักษา |
500,000-2,000,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับระยะของโรค |
กลุ่มโรคหัวใจ |
การผ่าตัดทำบายพาส, การทำบอลลูนหัวใจ |
300,000-800,000 บาท/ครั้ง |
กลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง |
การผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ, ยาละลายลิ่มเลือด |
200,000-1,000,000 บาท/เคส |
ภาวะไตวายเรื้อรัง |
การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, ผ่าตัดปลูกถ่ายไต |
15,000-30,000 บาท/เดือน กรณีฟอกไตต่อเนื่อง |
แหล่งที่มาของข้อมูลค่าใช้จ่าย: Money Expo
ค่ารักษาพยาบาลเป็นเพียงข้อมูลประมาณการ อาจแตกต่างกันตามสถานพยาบาล แนวทางการรักษา และอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
อีก 5-10 ปีข้างหน้า ค่ารักษาโรคร้ายแรงจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน?
จากสถิติที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6-12 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง และบางโรคอาจจะเพิ่มขึ้น 15% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ค่ารักษาพยาบาลและค่าผ่าตัด ค่ารักษาโรคร้ายแรงอาจปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัว
ดังนั้น การเริ่มต้นวางแผนความคุ้มครองสุขภาพตั้งแต่อายุ 20-30 ปีขึ้นไป จะเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้คุณวางแผนรับมือความเสี่ยงได้ในราคาเบี้ยฯ ที่คุ้มค่ากว่าการเริ่มต้นในวัยที่อายุมากขึ้น
รับมือค่ารักษาโรคร้ายแรงและค่าใช้จ่ายแฝงอย่างรอบคอบ
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่พบได้บ่อยคือ การเตรียมเงินสำรองไว้ให้เพียงพอสำหรับค่าห้องและค่าผ่าตัดก็ปลอดภัยแล้ว แต่ในความเป็นจริง การรักษาโรคร้ายแรงมักมีค่าใช้จ่ายแฝง ที่อยู่นอกเหนือจากบิลของโรงพยาบาลตามมาด้วยเสมอ เช่น ค่ายานอกบัญชีหลัก ค่าเดินทางไปรักษาตัว ค่าจ้างผู้ดูแลที่บ้าน รวมถึงรายได้ที่ต้องสูญเสียไประหว่างหยุดพักฟื้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักเป็นสาเหตุที่ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน
หลักการประเมินค่ารักษาโรคร้ายแรง VS จำนวนเอาประกันภัยที่เหมาะสม
การเลือกเครื่องมือเพื่ออุดช่องโหว่ทางการเงินอย่างรอบคอบ คือการมองหาแผนประกันชีวิตและสุขภาพที่ครอบคลุม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้
● จำนวนเอาประกันภัยที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริง: ควรเลือกแผนประกันชีวิตและสุขภาพที่มีจำนวนเอาประกันภัยเพียงพอรองรับค่ารักษาพยาบาลขั้นต่ำของโรงพยาบาลที่คุณวางแผนจะเข้าใช้บริการ
● ความคุ้มครองสุขภาพแบบเหมาจ่าย: ช่วยให้บริหารจัดการบิลค่ารักษาได้ง่ายขึ้น ลดความกังวลเรื่องส่วนต่างจุกจิก โดยเงื่อนไขความคุ้มครองสุขภาพจะขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
● เงินก้อนสำรองยามฉุกเฉิน: ควรมองหาประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่มโรคร้ายแรงที่จะจ่ายผลประโยชน์เป็นเงินก้อนทันทีเมื่อตรวจพบโรคตามเงื่อนไข เพื่อนำเงินส่วนนี้มาใช้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายแฝง หรือใช้ชดเชยรายได้ประจำที่ขาดหายไป
Checklist วางแผนรับมือค่ารักษาโรคร้ายแรงฉบับใช้ได้จริง
ก่อนที่จะปล่อยให้ความเสี่ยงทางการเงินเข้ามาใกล้ตัว ลองใช้ Checklist นี้เพื่อสำรวจความพร้อมและสร้างเกราะป้องกันทางการเงินของคุณ
● ตรวจสอบสิทธิ์ที่มีอยู่: สำรวจสวัสดิการพนักงานหรือประกันสุขภาพกลุ่มขององค์กร ว่าให้สิทธิ์ความคุ้มครองสุขภาพในระดับใด เพื่อหาช่องโหว่ที่ต้องอุดเพิ่ม
● ประเมินความเสี่ยงตามช่วงวัย: คนวัย 30 ปีควรเน้นสร้างฐานความคุ้มครองให้ครอบคลุม ส่วนวัย 40 ปีขึ้นไปควรตรวจสอบประวัติสุขภาพครอบครัวเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เจาะจงมากขึ้น
● จัดสรรงบเบี้ยฯ ให้สมดุล: เลือกแผนประกันชีวิตและสุขภาพที่ชำระเบี้ยฯ ได้อย่างต่อเนื่อง สบายใจ และไม่สร้างภาระต่อสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน
● วางแผนสิทธิประโยชน์ทางภาษี: อย่าลืมว่าเบี้ยประกันสุขภาพ สามารถนำมาใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท ต่อปีและเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิต สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
ไม่ว่าจะใช้ชีวิตสายไหน การเตรียมหลักประกันคุ้มครองสุขภาพไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นคงและสบายใจ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย พร้อมเป็นที่ปรึกษาดูแลคุณด้วยผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและสุขภาพเหมาจ่าย พรูเหมา เหมา ดับเบิล ชัวร์ ที่ช่วยให้คุณเช็กเบี้ยประกันสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่าย ๆ ด้วยตนเอง พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง เพื่อให้คุณใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ โดยเงื่อนไขความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพจะขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
หมายเหตุ
● ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
● เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ข้อมูลอ้างอิง
● ปภาวี คู่ณรงค์นันทกุล. (ม.ป.ป.). วางแผนทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมและยั่งยืน. สืบค้นเมื่อ 13 กรกฎาคม 2569, จาก https://www.tfpa.or.th/Article/Detail/803?tp=article&nav=บทความ%3A%20ประกันภัย
● Money Expo. (2569). ประกันโรคร้ายแรง อุดช่องโหว่ค่ารักษาพุ่ง. สืบค้นเมื่อ 13 กรกฎาคม 2569, จาก https://moneyexpo.net/money-tips/critical-illness-insurance/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่ารักษาและค่าผ่าตัดโรคร้ายแรง (FAQs)
สามารถยื่นพิจารณาได้ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัยของแต่ละบริษัทฯ ซึ่งจะมีการพิจารณาประวัติสุขภาพอย่างละเอียด บริษัทฯ อาจกำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองสุขภาพสำหรับโรคที่เป็นมาก่อน หรือปรับเพิ่มเบี้ยฯ ตามระดับความเสี่ยง ดังนั้น การแถลงข้อมูลสุขภาพตามความเป็นจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพอย่างถูกต้อง
ผลิตภัณฑ์ทั้งสองรูปแบบถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เสริมกัน ประกันชีวิตและสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะช่วยดูแลบิลค่ารักษาพยาบาลตามจริง ส่วนประกันชีวิตโรคร้ายแรงจะมอบผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเมื่อตรวจพบโรค เพื่อให้คุณนำไปบริหารสภาพคล่องหรือเป็นค่าใช้จ่ายแฝง การมีทั้งสองรูปแบบจึงเป็นการสร้างหลักประกันทางการเงินที่รัดกุมที่สุด โดยความคุ้มครองจะขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
ควรคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่ทำให้ค่ารักษาสูงขึ้นทุกปี ระยะเวลาความคุ้มครองสุขภาพของกรมธรรม์ที่ควรดูแลยาวนานจนถึงหลังเกษียณ และความยืดหยุ่นในการปรับจำนวนเอาประกันภัยในอนาคต เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาหรือเข้าสู่วัยชรา คุณจะมีหลักประกันความคุ้มครองสุขภาพที่ยังคงตอบโจทย์ค่ารักษาโรคร้ายแรงได้อย่างเพียงพอ
มีผลได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบความคุ้มครองของกรมธรรม์ โดยการรักษาต่อเนื่องระยะยาว เช่น กายภาพบำบัดหรือฟอกไต อาจมีค่าใช้จ่ายสะสมสูงและใช้วงเงินความคุ้มครองทางสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้วงเงินคงเหลือสำหรับค่ารักษาพยาบาลอื่น ๆ ในปีกรมธรรม์ลดลงได้ ดังนั้น ควรพิจารณาเลือกแผนประกันชีวิตและสุขภาพที่มีวงเงินความคุ้มครองเหมาจ่ายเพียงพอต่อความต้องการ และตรวจสอบว่าครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (หากมี) ทั้งนี้ ความคุ้มครองและการจ่ายผลประโยชน์เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่เลือก
ผลิตภัณฑ์แนะนำ