สำหรับหลายคน คำว่า “มรดก” อาจหมายถึงทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง แต่สำหรับธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการมายาวนานหลายสิบปี มรดกไม่ได้มีเพียงมูลค่าของทรัพย์สินเท่านั้น หากยังรวมถึงความรับผิดชอบ วิธีคิด ระบบการบริหาร และเจตนารมณ์ที่ต้องถูกส่งต่ออย่างเหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว

ในรายการ Life Untold ตอน “Scaling the Legacy: ถอดสูตรส่งต่อมรดกความมั่งคั่ง และการดีไซน์ชีวิตที่เป๊ะของคนรุ่นใหม่” คุณอัญรัตน์ พรประกฤต CEO แห่ง Jubilee Diamond ทายาทรุ่นที่ 4 ของธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 100 ปี ได้แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัว การวางแผนมรดก และการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งต่อในอนาคต ขณะที่คุณดอน จรรย์ศุภรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการพาณิชย์ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ได้ร่วมแชร์มุมมองเกี่ยวกับการวางแผนความมั่งคั่ง การบริหารสภาพคล่อง และการเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับคนรุ่นถัดไป

เมื่อมรดกธุรกิจเกือบ 100 ปี ถูกส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 4

แม้ Jubilee Diamond จะเป็นธุรกิจครอบครัวที่ส่งต่อมาถึงรุ่นที่ 4 แล้ว แต่คุณอัญเล่าว่า คุณพ่อไม่ได้บังคับให้ลูกต้องกลับมาสืบทอดธุรกิจ จึงทำให้พี่น้องทั้ง 3 คนได้เรียนรู้และเติบโตในสายงานที่ตัวเองถนัดจริง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับมาร่วมกันดูแลธุรกิจครอบครัวด้วยความสมัครใจ

สำหรับการทำงานร่วมกันของพี่น้องทั้ง 3 คน ครอบครัวไม่ได้ใช้แนวทางแบ่งแยกทรัพย์สิน แต่เลือกแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่ออุดช่องโหว่ให้กัน โดยคุณอัญดูภาพรวม บัญชี และ Data น้องชายซึ่งจบวิศวกรรมดูแลฝ่ายผลิตและนำระบบ Standard Time มาใช้ ขณะที่น้องสาวซึ่งจบด้านการตลาดดูแลเรื่อง Customer Experience

แนวทางนี้ทำให้สมาชิกแต่ละคนสามารถนำความรู้และประสบการณ์จากสายงานของตนเองกลับมาพัฒนาธุรกิจร่วมกัน ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือการสืบทอดและต่อยอดมรดกทางธุรกิจของครอบครัว

 

กฎเหล็ก “การสวมหมวกสองใบ” ที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวเดินหน้าต่อได้

การทำงานร่วมกันระหว่างคนในครอบครัวอาจเป็นเรื่องท้าทาย หากบทบาทระหว่างความเป็นเจ้าของธุรกิจกับความเป็นผู้บริหารไม่ถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน คุณอัญจึงเล่าถึงกฎสำคัญที่ครอบครัวใช้ในการบริหารธุรกิจ นั่นคือแนวคิด “การสวมหมวกสองใบ”

ในบทบาทของผู้บริหาร ทุกคนอยู่ภายใต้กฎและสวัสดิการเดียวกับพนักงานทั่วไป ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือใคร และให้เกียรติทีมงานเสมือนเพื่อนร่วมทีม ขณะที่ในบทบาทของผู้ถือหุ้น ทุกคนต้องมองธุรกิจในฐานะนักลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าร่วมกัน ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้การทำงานมีความโปร่งใส

How to ส่งต่อความมั่งคั่งให้ทายาทรับต่อแบบไร้ภาระ โดยคุณอัญ Jubiless

การวางแผนล่วงหน้า ช่วยลดความขัดแย้งและทำให้การส่งต่อราบรื่นขึ้น

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่คุณอัญพูดถึงคือ การวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจากคนรุ่นก่อน คุณอัญอธิบายว่า การวางแผนที่ชัดเจนทำให้ทุกคนรู้บทบาทของตัวเอง เข้าใจเจตนารมณ์ของผู้ส่งต่อ และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในครอบครัวได้อย่างมาก เมื่อถึงเวลาที่ต้องรับช่วงต่อ สมาชิกในครอบครัวจึงสามารถโฟกัสกับการพัฒนาและต่อยอดสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ แทนที่จะต้องเสียเวลาแก้ไขปัญหาหรือค้นหาว่าสิ่งที่ผู้ส่งต่อต้องการคืออะไร ซึ่งช่วยให้การส่งต่อเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนมากขึ้น

บทเรียนสำคัญที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง “พินัยกรรมไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม”

เมื่อการพูดคุยขยับจากธุรกิจไปสู่การส่งต่อทรัพย์สินส่วนตัว คุณอัญเล่าว่าสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกเซอร์ไพรส์มากที่สุดคือการค้นพบว่า พินัยกรรมไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม แม้พินัยกรรมจะระบุรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริงยังต้องผ่านกระบวนการศาล การไต่สวน และการตรวจนับสินทรัพย์ล้ำค่าต่าง ๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่หลายคนคาดคิด นอกจากนี้ หากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี ทรัพย์สินอาจถูกแช่แข็งระหว่างการพิจารณา และส่งผลให้ทายาทขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ทันที

บทเรียนนี้ทำให้เห็นว่า การวางแผนมรดกไม่ได้จบเพียงการมีพินัยกรรม แต่ยังต้องคำนึงถึงกระบวนการส่งต่อและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย

จากระบบกงสีสู่ระบบธรรมาภิบาล (Corporate Governance)

เมื่อมองจากมุมของผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงิน คุณดอนมองว่ากรณีของ Jubilee Diamond เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการเปลี่ยนผ่านจาก “ระบบกงสี” ไปสู่ “ระบบธรรมาภิบาล (Corporate Governance)”

คุณดอนอธิบายว่า การพาธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ช่วยเปลี่ยนสินทรัพย์ของครอบครัวให้มีกติกาที่ทุกคนเคารพร่วมกัน และช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความขัดแย้งในสายเลือดได้ ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการแยก "กระเป๋าเงินธุรกิจ" ออกจาก "กระเป๋าเงินส่วนตัว" อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาจากด้านหนึ่งส่งผลกระทบไปยังอีกด้านหนึ่งเมื่อเกิดวิกฤตในอนาคต

วางแผนส่งต่อทรัพย์สินฉบับ Jubilee

วางแผนการส่งต่อมรดกอย่างไรให้ชัดเจน

แม้จะอยู่ในบทบาทของผู้รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว แต่คุณอัญเองก็เริ่มวางแผนการส่งต่อสำหรับอนาคตเช่นกัน

ในส่วนของธุรกิจ Jubilee Diamond เธอวางระบบให้ธุรกิจขับเคลื่อนด้วยระบบมืออาชีพ 100% และกำหนดแนวทางการส่งต่อผ่าน "ธรรมนูญครอบครัว" เพื่อให้แบรนด์สามารถเติบโตต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล และสามารถส่งต่อให้ทายาทรุ่นต่อไปหรือผู้บริหารมืออาชีพได้อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัว คุณอัญให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและการสร้างสภาพคล่อง (High Liquidity) โดยจัดสัดส่วนทรัพย์สินส่วนหนึ่งไว้ดูแลตัวเองหลังเกษียณให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด และอีกส่วนหนึ่งสำหรับส่งต่อให้คนข้างหลังหรือทำประโยชน์เพื่อสังคม พร้อมระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ล่วงหน้าให้ชัดเจนที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายหรือข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง

ภาษีมรดก แค่รู้จักวางแผนก็รับมือได้ โดยคุณดอน จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย

เมื่อมรดกไม่ใช่แค่เงิน แต่คือการส่งต่อโอกาส คุณค่า และความพร้อม

ในฐานะคุณพ่อลูกสอง คุณดอนเล่าว่า นิยามของคำว่ามรดก ได้เปลี่ยนไปมาก เพราะไม่ได้มองว่าเป็นเพียงการทิ้งทรัพย์สินหรือเงินก้อนใหญ่ไว้ในพินัยกรรม แต่เป็นการวางแผนส่งต่อผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ โอกาส คุณค่า และ Frictionless Wealth

1. ส่งต่อโอกาส

คุณดอนให้ความสำคัญกับการมอบการศึกษาที่ดีที่สุดและอิสระในการเลือกทางเดินชีวิต เพื่อให้ลูกเติบโตขึ้นมาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และมีโอกาสเลือกอนาคตในแบบที่ต้องการ

2. ส่งต่อคุณค่า (Mindset)

ในมุมมองของคุณดอน วินัยทางการเงินและความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเงินทองสามารถหมดไปได้ แต่หากมี Mindset ที่ถูกต้อง ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่ได้เสมอ

3. Frictionless Wealth

คุณดอนอธิบายว่า Frictionless Wealth คือแนวคิดการบริหารจัดการความมั่งคั่งและสินทรัพย์ที่เน้นความลื่นไหล โดยทรัพย์สินที่เตรียมไว้ให้ลูกควรช่วยเสริมความมั่นคงทางการเงินและรองรับแผนชีวิตในอนาคต เพื่อให้สามารถนำไปตั้งตัวและต่อยอดชีวิตได้โดยไม่มีภาระตามมา

ภาษีมรดก และการเตรียมสภาพคล่องสำหรับการส่งต่อความมั่งคั่ง

จากประสบการณ์ด้านการวางแผนการเงิน คุณดอนมองว่าปัญหาคลาสสิกที่พบได้บ่อยคือสถานการณ์ที่เรียกว่า “รวยทรัพย์สิน แต่ขาดเงินสด (Rich but Cash-poor)”

ในหลายกรณี ผู้ส่งต่อมีทรัพย์สินมูลค่าสูง แต่เมื่อถึงเวลาส่งต่อมรดก ทายาทกลับไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับจัดการภาระต่าง ๆ ที่ตามมา โดยเฉพาะภาษีมรดก ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพคล่องและการบริหารทรัพย์สินที่ได้รับ

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว คุณดอนเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

1. บริหารจัดสรรสินทรัพย์ล่วงหน้า (Strategic Living Gift)

การวางแผนเชิงรุกด้วยการทยอยโอนหุ้นหรือที่ดินให้ทายาทตั้งแต่วันนี้ เพื่อช่วยลดขนาดกองมรดกในอนาคตอย่างเป็นระบบ

2. สร้างกองทุนเงินสดสำรองเพื่อจ่ายภาษี (Tax Liquidity Fund)

ในกรณีที่ทรัพย์สินบางประเภทไม่สามารถโอนได้ง่าย การเตรียมเงินสดสำรองไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ทายาทมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับบริหารจัดการภาระที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินหรือขายทรัพย์สินสำคัญออกไป

3. ใช้ประกันชีวิตหรือประกันสะสมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผน

คุณดอนอธิบายว่า เงินสินไหมทดแทนจากประกันไม่ถือเป็นมรดก และเงินตามกรมธรรม์สามารถส่งต่อให้ผู้รับผลประโยชน์ได้โดยตรง จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ได้

3 ก้าวแรกสำหรับคนที่อยากเริ่มวางแผนมรดกตั้งแต่วันนี้

ในช่วงท้ายของรายการ คุณดอนได้ฝากแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มวางแผนมรดกและการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยเริ่มจาก 3 ขั้นตอนสำคัญ

ขั้นแรก คือ Asset Audit หรือการสำรวจสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ พร้อมแยกประเภทระหว่างสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ เช่น ที่ดินหรือหุ้นบริษัท กับสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่สามารถใช้เป็นเงินสดสำรองได้

ขั้นต่อมา คือการวางโครงสร้างการส่งต่อทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำพินัยกรรม การทยอยโอนทรัพย์สิน หรือการพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมเพื่อช่วยสนับสนุนแผนการส่งต่อในอนาคต

และขั้นสุดท้าย คือการเปลี่ยน "ความกังวล" ให้กลายเป็น "ความพร้อม" เพราะเมื่อจัดการเรื่องหลังบ้านได้อย่างชัดเจน ก็จะช่วยสร้าง Peace of Mind และทำให้สามารถใช้ชีวิต วางแผนอนาคต หรือขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ประกันสะสมทรัพย์ฉบับเจ้าของธุรกิจ จ่ายเบี้ยฯ 8 ปี คุ้มครองถึงอายุครบ 88 ปี

PRUe-Legacy Saver อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง

จากแนวคิดเรื่องการเตรียมความพร้อม การบริหารสภาพคล่อง และการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งล่วงหน้า คุณดอนอธิบายว่า นอกจากการจัดทำพินัยกรรม การบริหารจัดสรรสินทรัพย์ หรือการเตรียมกองทุนเงินสดสำรองแล้ว การเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมก็เป็นอีกส่วนสำคัญของการวางแผนในระยะยาว โดยยกตัวอย่าง PRUe-Legacy Saver ซึ่งเป็นประกันสะสมทรัพย์ที่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งและเตรียมความพร้อมทางการเงินให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ในอนาคตได้

สำหรับผลิตภัณฑ์ PRUe-Legacy Saver มีรายละเอียดตามที่กล่าวในรายการ ได้แก่

  • จ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 8 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองจนถึงอายุครบ 88 ปี
  • รับประกันตั้งแต่อายุ 20-60 ปี โดยค่าเบี้ยประกันภัยคงที่ทุกปี
  • รับเงินคืนทุกปี ปีละ 8.8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น ตั้งแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ที่ 1 จนถึงอายุครบ 87 ปี
  • รับเงินคืนก้อนสูงถึง 888% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น เมื่ออายุครบ 88 ปี
  • สมัครได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงตอบคำถามสุขภาพ 1 ข้อ
  • เบี้ยประกันชีวิตสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

คุณดอนยังทิ้งท้ายว่า ความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวเริ่มต้นจากการวางรากฐานที่ดีตั้งแต่วันนี้ และการส่งต่อมรดกที่ดีไม่ใช่เพียงการส่งต่อทรัพย์สิน แต่รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้กับคนรุ่นถัดไปด้วย โดยการวางแผนสภาพคล่องทางการเงินล่วงหน้าผ่านเครื่องมือที่เหมาะสม ควบคู่กับการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินของครอบครัว อาจช่วยเสริมความพร้อมทางการเงินให้แก่คนรุ่นหลังและสนับสนุนการสานต่อเป้าหมายของครอบครัวในระยะยาวได้

โดยสรุปแล้ว บทเรียนจาก Jubilee Diamond สะท้อนให้เห็นว่า การส่งต่อมรดกที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีการส่งมอบทรัพย์สิน แต่เริ่มจากการวางระบบ การกำหนดบทบาท การสร้างความเข้าใจร่วมกัน และการเตรียมความพร้อมด้านการเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเป็นรากฐานที่ช่วยให้คนรุ่นถัดไปสามารถต่อยอดสิ่งที่ได้รับได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

หมายเหตุ

  • ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
  • เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งต่อมรดก

คุณอัญมองว่าเรื่องมรดกและธุรกิจครอบครัวไม่ควรรอให้เกิดวิกฤตก่อนแล้วค่อยเริ่มวางแผน แต่ควรพูดคุยและวางโครงสร้างตั้งแต่วันที่ทุกคนยังสามารถสื่อสารกันได้อย่างเปิดเผย เข้าใจเจตนารมณ์ร่วมกัน และกำหนดบทบาทของแต่ละคนได้อย่างชัดเจน เพื่อช่วยลดความขัดแย้งและทำให้การส่งต่อเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

จากประสบการณ์ของคุณอัญ ครอบครัวเลือกใช้แนวทางแบ่งหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่ออุดช่องโหว่ให้กัน มากกว่าการหั่นแบ่งแยกชิ้นทรัพย์สิน โดยพี่น้องแต่ละคนรับผิดชอบงานในส่วนที่ตนเองมีความถนัด เพื่อร่วมกันดูแลและต่อยอดธุรกิจครอบครัวในระยะยาว

คุณอัญให้มุมมองว่า “พินัยกรรมไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม” เพราะแม้จะมีการจัดทำพินัยกรรมไว้อย่างชัดเจน แต่ยังต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย การไต่สวน และการตรวจสอบทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งอาจใช้เวลาและส่งผลต่อสภาพคล่องของผู้รับมรดกได้ หากไม่มีการวางแผนเตรียมความพร้อมในด้านอื่นควบคู่กันไป

คุณดอนอธิบายว่าปัญหาที่พบได้บ่อยคือสถานการณ์ “รวยทรัพย์สิน แต่ขาดเงินสด” (Rich but Cash-poor) กล่าวคือมีทรัพย์สินมูลค่าสูง แต่ไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับจัดการภาระที่อาจเกิดขึ้นหลังการส่งต่อ ดังนั้นการวางแผนสภาพคล่องล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรสินทรัพย์ การเตรียมกองทุนเงินสดสำรอง หรือการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนมรดก

คุณดอนกล่าวถึง PRUe-Legacy Saver ในฐานะหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่สามารถใช้ประกอบการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งและเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับผู้รับผลประโยชน์ในอนาคต โดยแนวคิดสำคัญคือการช่วยสนับสนุนการวางแผนสภาพคล่องทางการเงิน ควบคู่ไปกับการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินของครอบครัว เพื่อเสริมความพร้อมทางการเงินและสนับสนุนการสานต่อเป้าหมายของครอบครัวในระยะยาว