บ๊ายบายเข็ม! ทางเลือกใหม่ของสายกลัวเข็ม วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก
ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับโรคระบาดต่าง ๆ การป้องกันโรคด้วยวัคซีนจึงมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับไข้หวัดใหญ่ที่เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ทั่วไปแต่อาจมีความรุนแรงมากกว่าที่คิด
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูกหรือ Live Attenuated Influenza Vaccine (LAIV) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกในการรับวัคซีน โดยเฉพาะเด็กและผู้ที่กลัวเข็ม
ทำความรู้จักกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูกอย่างละเอียด ตั้งแต่กลไกการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด และข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกใช้วัคซีนได้อย่างเหมาะสม
ทำความรู้จักวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูกคืออะไร ?
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก หรือ Live Attenuated Influenza Vaccine (LAIV) เป็นวัคซีนชนิดเชื้ออ่อนฤทธิ์ที่ให้ด้วยการพ่นผ่านโพรงจมูกแทนการฉีด สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ในเด็กและวัยรุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิภาพวัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก (FluMist Intranasal Vaccine)
88 % คืออัตราการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กและวัยรุ่น (อายุ 2-17 ปี)
54.9% คือประสิทธิภาพการป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ดีกว่าแบบฉีดชนิดเชื้อตาย (TIV)
63% คืออัตราลดการนอนโรงพยาบาลจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้
ข้อควรรู้: “Flu” มาจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ Influenza และคำว่า “Mist” = ละอองฝอย ดังนั้น FluMist Intranasal Vaccine คือวัคซีนที่ใช้การพ่นละอองฝอยเข้าไปในจมูก เพื่อทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่
ข้อดีวัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก (FluMist Intranasal Vaccine)
ไม่เจ็บ ไม่ต้องใช้เข็มฉีด สามารถช่วยลดความกลัวหรือวิตกกังวลจากการฉีด ทำให้ผู้ที่กลัวเข็มรวมถึงเด็กเล็กรับวัคซีนได้ง่ายขึ้น
เพิ่มการยอมรับ ทำให้เด็กและผู้ใหญ่ยินดีรับวัคซีนมากขึ้น
ขั้นตอนสั้น สะดวก การให้วัคซีนทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก และใช้เวลาไม่นาน เพียงพ่นวัคซีนเข้าโพรงจมูกโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ราคาไม่สูง เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพและลดอัตราการนอนโรงพยาบาล
ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้ม ป้องกันโรคตรงจุด วัคซีนชนิดนี้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
ออกฤทธิ์เร็ว ภูมิขึ้นตั้งแต่ 3-5 วันหลังพ่น
ใช้ได้ในหลายช่วงวัย สามารถใช้ได้ในเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่อายุ 49 ปี แนะนำ 2-17 ปีควรได้รับวัคซีน
ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้นาน หลังได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก จะอยู่ได้นานถึง 12 เดือน ในขณะที่วัคซีนแบบฉีด ภูมิคุ้มกันจะเริ่มลดลงหลังผ่านไป 4-6 เดือน
ช่วยป้องกันการแพร่ระบาด ช่วยลดอัตราการป่วยได้สูงในชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น
ปลอดภัย วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก (FluMist Intranasal Vaccine) ได้รับการรับรองจาก FDA และหน่วยงานกำกับดูแลยาในหลายประเทศ และได้รับอนุมัติการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยแล้ว ว่าเป็นวัคซีนรูปแบบเป็นสเปรย์พ่นจมูกที่ใช้งานง่าย ได้รับการออกแบบให้เป็นชนิด Cold-Adapted Virus และ Temperature Sensitive หรือเชื้อเจริญเติบโตได้เฉพาะในอุณหภูมิที่ต่ำอย่างในโพรงจมูกหรือทางเดินหายใจส่วนบนเท่านั้น จึงปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดโรคเมื่อเข้าสู่ร่างกายส่วนอื่นที่มีอุณหภูมิสูงกว่า
หมายเหตุ : วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก จะใช้งานง่าย สะดวก แต่ยังต้องให้แพทย์ หรือกุมารแพทย์ เป็นผู้สั่งยาและให้วัคซีน ยังไม่สามารถซื้อมาพ่นเองได้
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก (FluMist) เหมาะกับใคร ?
เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่กลัวเข็มหรือกลัวการฉีดยา ผู้ปกครองสามารถใช้เป็นทางเลือกที่ดีในการดูแลบุตรหลาน
วัยรุ่นและผู้ใหญ่อายุไม่เกิน 49 ปี มีสุขภาพที่แข็งแรง
ใครบ้างที่ต้องระวัง ?
ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่นผู้ติดเชื้อ HIV,ผู้ใช้ยากดภูมิ และผู้ป่วยมะเร็ง
เด็กที่มีโรคหอบหืด หรือมีประวัติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
หญิงตั้งครรภ์
ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน หรือมีประวัติแพ้ยา
อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก (FluMist) มีผลข้างเคียงหรือไม่ ?
อาการหลังรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก ไม่มีผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง มีเพียงอาการข้างเคียงปกติที่สามารถเกิดได้เมื่อได้รับซีน โดยสามารถหายได้เองภายในไม่กี่วัน เช่น
มีไข้ต่ำ ๆ อาจปวดศีรษะ
รู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย
ปวดเมื่อยเล็กน้อย
คัดจมูกหรือมีน้ำมูก
ไอ จาม หรือระคายคอ
เจ็บคอหรือเสียงแหบ
กรณีพบอาการปกติที่รุนแรง เช่น หายใจลำบากหรือมีอาการบวม (หายาก) ควรรีบพบแพทย์ทันที
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูกต่างจากแบบฉีดอย่างไร ?
การเปรียบเทียบระหว่างวัคซีนพ่นจมูกและวัคซีนฉีดมีดังนี้
ความแตกต่างทางชีววิทยา
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก ใช้ไวรัสที่มีชีวิตแต่อ่อนแรง (Live attenuated)
วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบฉีด ใช้ไวรัสที่ตายแล้ว (Inactivated) หรือส่วนประกอบของไวรัส
ขั้นตอนการรับวัคซีน
วัคซีนพ่นจมูก พ่นเข้าช่องจมูก
วัคซีนฉีด ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
ประสิทธิภาพ
ทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันในการป้องกันไข้หวัดใหญ่
วัคซีนพ่นจมูกมีประสิทธิภาพดีกว่าในเด็ก
ขนาดการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่น
อายุตั้งแต่ 2 ปี – 8 ปี : รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่น 1 หรือ 2 โดส ในกรณีที่ให้ 2 โดส ให้วัคซีนแต่ละโดสห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
อายุตั้งแต่ 9 ปี – ผู้ใหญ่ 49 ปี : รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่น 1 โดส
ทั้งนี้สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยและสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ได้แนะนำการรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง
ทำไมควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี ?
โรคไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่โรคธรรมดาอย่างที่หลายคนเข้าใจ โรคนี้สามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่
1.ผลกระทบต่อสุขภาพ
อาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ
การอักเสบของระบบทางเดินหายใจ
ปอดบวม (Pneumonia)
การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ (Myocarditis)
การอักเสบของสมอง (Encephalitis)
2.ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
ลาป่วยจากงาน/โรงเรียนหลายวัน
เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา
การแพร่เชื้อในครอบครัวและชุมชน
3.ไวรัสไข้หวัดใหญ่กลายพันธุ์ตลอดเวลา
ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง
การแปรผัน (Mutation) ทำให้ไวรัสใหม่หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันเก่าได้
สายพันธุ์ที่แพร่ระบาดแต่ละปีมักแตกต่างกัน
4.ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามเวลา
ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
หลังจาก 6-8 เดือน ประสิทธิภาพการป้องกันจะลดลงอย่างชัดเจน
การได้รับวัคซีนซ้ำสามารถช่วยเพิ่มความแรงของภูมิคุ้มกัน
5.ลดความรุนแรงของโรค
จากสถิติความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ ของกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ระบุว่า มีการระบาดเกิดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปี 2567 มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงถึง 668,027 ราย และมีผู้เสียชีวิต 51 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว
กลุ่มเสี่ยงที่พบผู้ป่วยมาก คือ เด็กเล็กและเด็กวัยเรียน สายพันธุ์ที่พบบ่อยคือ A/H1N1, A/H3N2 และ B Victoria ส่วนการป้องกันโรคที่สำคัญและมีประสิทธิภาพที่สุดคือรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชนิดพ่นจมูก ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูกเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่น่าสนใจ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะสำหรับเด็กและผู้ที่กลัวเข็ม วัคซีนชนิดนี้มีข้อดีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกในการใช้ ประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันท้องถิ่น และการลดความเจ็บปวดจากการฉีด ถือเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งถือเป็นฤดูระบาดของโรค อีกทั้งการรับวัคซีนทุกปียังคงเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากไวรัสมีการแปรผันอย่างต่อเนื่อง
พญ. สุพิชชา องกิตติกุล
อายุรกรรมโรคติดเชื้อ
อ้างอิง
https://www.phyathai.com/th/pyt3/article/nasal-spray-vaccine-pt3