เลือกภาษา
close
เมื่อฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้เล่นงานแค่ปอด
เคล็ด (ไม่) ลับ น่ารู้ - พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต

ฝุ่นเข้าปอดเยอะเสี่ยงแค่ไหน ควรดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย ?

เคยคิดไหมว่า เราไม่ได้เห็นท้องฟ้าสีฟ้ากันมานานแค่ไหนแล้ว

ฝุ่น PM 2.5 เข้ามาอยู่ในชีวิตทุกวัน จนกลายเป็นความเคยชินไปแล้วหรือเปล่า ?

 

ผลกระทบจาก PM 2.5 ลงปอด ซึ่งส่งผลต่ออวัยวะและระบบภายใน

 

ในปัจจุบัน หลายคนต้องเผชิญกับ PM 2.5 ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งถึงแม้จะมีขนาดเล็กจนมองไม่เห็น แต่กลับส่งผล ต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะ “ปอด” ซึ่งเป็นด่านแรกในการฟอกอากาศที่หายใจเข้าไปโดยตรง ซึ่งจากงานวิจัยเรื่อง Air Quality & Health Implications in Different Countries/Cities ของ Prudential
ทำให้พบความจริงที่น่าเศร้าอย่างหนึ่ง คือฝุ่นในเมืองไทย ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เป็นในประเทศอื่นทั่วโลก แต่เกิดมาจากพฤติกรรมของคนไทยเอง โดยมีสาเหตุที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ วิกฤตไฟป่าทางภาคเหนือ ควันท่อไอเสียจากยานพาหนะ การเผาขยะ มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงควันบุหรี่ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุการเกิดฝุ่นจากการก่อสร้างที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นแหล่งปล่อย PM 2.5 ที่ทำให้เกิดอาการฝุ่นลงปอดโดยไม่รู้ตัวของคนเมือง

 

ฝุ่นเข้าปอดเยอะ เสี่ยงต่อการที่สารพิษจะสะสมภายในร่างกาย

 

ฝุ่น PM 2.5 ลงปอด ส่งผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย ?

 

การมีฝุ่นเข้าปอดเยอะจนสะสมอยู่ในร่างกาย จะไม่แสดงอาการทันที แต่ส่งผลกระทบเรื้อรังทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งอาการฝุ่นเข้าปอด อาจไม่ใช่แค่การไอ หรือเจ็บคอ แต่ส่งผลรุนแรงมากกว่านั้น

 

การเกิดพังผืดในตับ

ฝุ่น PM 2.5 มักจะมีเชื้อโรคปะปนอยู่ด้วย เมื่อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจ หรือการดูดซึมผ่านผิวหนัง จึงไม่เพียงทำร้ายปอด แต่ยังแพร่ไปสู่ตับผ่านระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งนำไปสู่การอักเสบและพังผืดในตับ จากการตกค้างของสารพิษในตับฝอยและการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อในตับ

ระบบทางเดินอาหาร

ควรระมัดระวังในการกินอาหาร Street Food ในช่วงที่มี PM 2.5 หนาแน่น เพื่อป้องกันฝุ่นลงปอด เนื่องจากอาหารที่ปนเปื้อนฝุ่น PM 2.5 อาจทำให้มีฝุ่นขนาดเล็กเข้าไปอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งส่งผลให้การลำเลียงของโลหิตในเส้นเลือดเข้าสู่สมอง หรือหัวใจ เกิดการระคายเคืองและอักเสบได้ อีกทั้งยังกระตุ้นอาการอักเสบในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ เสี่ยงต่อโรคในระบบย่อย

หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน

เมื่อฝุ่นผงขนาดเล็กผ่านเข้าสู่กระแสเลือดและเกิดการสะสม ซึ่งอาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและเลือดมีความหนืด เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดลิ่มเลือดในสมอง รวมถึงหลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว ทำให้เส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งเป็นสาเหตุของอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือแม้แต่การเสียชีวิตอันดับต้นของคนไทย

โรคหัวใจขาดเลือด

การสูดหายใจเอาฝุ่นเข้าปอดเยอะติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการตกตะกอนภายในหลอดเลือด เสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย อีกทั้งยังมีผลต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจรุนแรงจนส่งผลให้หัวใจวายเฉียบพลัน

 

วิธีลดฝุ่นในปอด เพื่อดูแลสุขภาพให้ปลอดภัย

แม้จะหลีกเลี่ยงฝุ่น PM 2.5 ได้ไม่หมด แต่ยังมีวิธีที่สามารถช่วยฟื้นฟูปอดและลดผลกระทบจาก PM 2.5 ลงปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ

การล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือ เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยขจัดฝุ่นละออง สารก่อภูมิแพ้ และสิ่งแปลกปลอมที่สะสมอยู่ในทางเดินหายใจตอนบน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่น PM 2.5 สูง การล้างจมูกวันละ 1-2 ครั้งจะช่วยลดอาการจมูกอุดตัน คัดจมูก หรือการระคายเคือง ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นเดินทางลึกเข้าสู่ปอด โดยมีวิธีล้างจมูก เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ที่สะสมในโพรงจมูกและไหลลึกจนฝุ่นเข้าปอดเยอะ  ดังนี้

  • เตรียมน้ำเกลือ ใช้น้ำเกลือแบบสำเร็จรูปที่ขายในร้านขายยา หรือผสมเองโดยใช้น้ำต้มสุกผสมเกลือบริสุทธิ์

  • ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น ขวดล้างจมูก หลอดฉีดยา (ไซริงค์) หรือกระบอก Neti Pot

  • ก้มศีรษะเอียงข้างเล็กน้อย โดยหายใจทางปาก จากนั้นค่อย ๆ ฉีดน้ำเกลือเข้าสู่รูจมูกข้างหนึ่งให้น้ำไหลออกอีกข้าง

  • ล้างซ้ำอีกข้าง และเป่าจมูกเบา ๆ เพื่อขับน้ำมูก หรือฝุ่นที่หลงเหลืออยู่

  • ทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้งหลังใช้ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน

2. ใช้เครื่องฟอกอากาศ

การมีเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองแบบ HEPA (High Efficiency Particulate Air) จะช่วยดักจับฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง PM 2.5 และ PM 1.0 โดยควรเปิดใช้งานอย่างต่อเนื่องในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องทำงาน เพื่อให้อากาศสะอาดและลดปริมาณฝุ่นที่เข้าสู่ทางเดินหายใจ

3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

เมื่อ PM 2.5 ลงปอด บางส่วนของฝุ่นอาจเข้าสู่กระแสเลือด การดื่มน้ำช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย ทั้งเหงื่อและปัสสาวะ ซึ่งเป็นช่องทางในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว หรือมากกว่านั้นในวันที่อากาศร้อน หรือหลังออกกำลังกาย

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือการออกกำลังกายแบบที่ต้องใช้อากาศหรือออกซิเจนช่วยในการเผาผลาญ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน จะช่วยให้ปอดขยายตัวดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของถุงลม และช่วยให้ร่างกายสามารถขับของเสียออกจากปอดได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรเลือกช่วงเวลาที่อากาศดี หรืองดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยอาจเปลี่ยนไปออกกำลังกายในร่มแทน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าปอดเยอะ

5. อาบน้ำอุ่น

การอาบน้ำอุ่นไม่เพียงช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดความเครียด แต่ยังช่วยเปิดรูขุมขนและขับสารพิษบางส่วนออกทางผิวหนังผ่านเหงื่อ อีกทั้งยังช่วยชะล้างฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนผิวหนังและเส้นผมก่อนที่จะถูกสูดกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง

6. ดื่มชาเขียว

ชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มคาเทชิน (Catechins) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยลดผลกระทบจากการที่ฝุ่น PM 2.5 จะลงปอดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีสาร EGCG ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ จึงเหมาะสำหรับดื่มวันละ 1-2 แก้วในช่วงเช้า หรือบ่าย

7. เลือกอาหารที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ

การได้รับสารอาหารบางประเภทอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากอาการฝุ่นเข้าปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงจากภายในอีกด้วย เช่น

  • ขมิ้นชันและขิง ที่มีสารต้านการอักเสบตามธรรมชาติ

  • ผักผลไม้หลากสี อย่างแคร์รอต บรอกโคลี มะเขือเทศ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน A, C และ E

  • ปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน ซาร์ดีน ที่ให้กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยป้องกันโรคทางเดินหายใจและหัวใจ

 

ปรับพฤติกรรมเพื่อปอดที่แข็งแรง ห่างไกลจาก PM 2.5

 

เมื่อจำเป็นต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความเสี่ยงต่อฝุ่นร้าย การปกป้องร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีวิธีการ Re-Habit หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนี้

 

1. สวมใส่หน้ากากอนามัย

เมื่อต้องออกนอกบ้าน หรืออยู่ในที่ที่มีฝุ่น PM 2.5 การใส่หน้ากากจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ เช่น หน้ากาก N95 ที่สามารถช่วยกรองฝุ่นได้อย่างน้อย 95%

2. เลือกที่อยู่ หรือเปลี่ยนสภาพแวดล้อม

หากเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง เช่น ถนนที่มีรถสัญจรหนาแน่น หรือเลี่ยงการอยู่อาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงควรปิดหน้าต่างให้มิดชิด ในช่วงที่ Application หรือข่าวแจ้งเตือนว่ามีมลพิษสูง โดยแนะนำให้ใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยกรองอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก ลดความเสี่ยงของการเกิดอาการฝุ่นเข้าปอด

3. ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว

ลดการใช้พลังงานที่มีการสร้างมลพิษ เช่น การใช้รถยนต์ส่วนตัว และเปลี่ยนมาใช้รถโดยสารสาธารณะ รถจักรยาน หรือการเดิน เพื่อลดปริมาณของก๊าซเสียที่ปล่อยออกมา หากปรับเปลี่ยนกันคนละนิด ก็จะช่วยสิ่งแวดล้อมได้

4. เลือกใช้ยานพาหนะที่มีมาตรฐานการปล่อยก๊าซเสียต่ำ

ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงทั่วไปอาจมีการปล่อยก๊าซเสียและสารพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นอันตรายต่ออากาศที่ใช้หายใจ การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ไฮบริด ที่มีมาตรฐานจะมีการปล่อยก๊าซเสียและฝุ่น PM 2.5 น้อยกว่า จึงเป็นทางเลือกสำคัญในการลดปัญหามลพิษทางอากาศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น

5. การรักษาคุณภาพอากาศภายในบ้าน

การรักษาคุณภาพอากาศภายในบ้านสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้เครื่องกรองอากาศในบ้าน เพื่อลดปริมาณของฝุ่น หรือการรักษาความสะอาดภายในบ้าน โดยหมั่นซักผ้าห่มและผ้าปูที่นอนเป็นประจำ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมฝุ่น รวมถึงการปลูกต้นไม้ที่ช่วยดูดซับฝุ่น PM 2.5 ออกจากอากาศ และช่วยสร้างอากาศบริสุทธิ์ในบ้าน

 

พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต คุ้มครองครอบคลุม คลายกังวลจากอาการฝุ่นเข้าปอด

 

แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงฝุ่น PM 2.5 และปฏิบัติตามวิธีป้องกันอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้ลงปอด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ในแต่ละวันยังคงเป็นภัยเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจและหัวใจ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังหากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมความเสี่ยงเหล่านี้

จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้สามารถวางแผนรับมือกับค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่ออย่างมั่นใจ โดยขอแนะนำแผนประกันชีวิตและประกันสุขภาพเหมาจ่ายจากพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ที่ให้ความคุ้มครองครบถ้วน ทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ค่ายา ค่าห้อง ค่ารักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่น PM 2.5 หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ พร้อมบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพยุคใหม่ เลือกแผนที่ใช่ เพื่อความอุ่นใจในวันที่สุขภาพไม่เป็นใจได้ตั้งแต่วันนี้

 

 

คำเตือน

  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

  • เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

  • ความคุ้มครองขึ้นกับแผนประกันที่เลือก