ความรู้ทั่วไป

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการประกันชีวิต

ในการตัดสินที่จะเลือกรับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันชีวิตซักฉบับหนึ่ง จะต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง แล้วการประกันชีวิตเกี่ยวข้องกับการจัดสัดส่วนการลงทุนของเราอย่างไร จะขออธิบายพอเป็นสังเขปดังนี้ครับ

ความสำคัญอันดับแรกเลยของการตัดสินใจว่าจะรับความคุ้มครองการประกันชีวิตหรือไม่ คือ ในแต่ละเดือน จะต้องมีเงินเหลือเก็บหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว (พูดง่าย ๆ ก็คือมีเงินเหลือเก็บในแต่ละเดือนแหละครับ)

อันดับต่อมาก็คือการบริหารหรือจัดการเงินที่เหลือเก็บให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหลาย ๆ ท่านจะนำเงินส่วนนี้ไปจัดสัดส่วนการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด หรือกล่าวได้ว่าเป็นการรักษาความมั่งคั่งให้กับตัวเองมากที่สุด เท่าที่สามารถจะทำได้

แต่การจัดสัดส่วนการลงทุนก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละท่านสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแตกต่างกันเช่น ผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้มากหน่อย อาจจะจัดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงมากหน่อย (แต่ค่อยข้างไม่แน่นอน) : สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลางเพื่อให้ได้ผลตอบแทนปานกลาง (ค่อนข้างแน่นอน) : สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่แน่นอน (ซึ่งความเสี่ยงแต่ละประเภทคงไม่ต้องอธิบาย ณ ที่นี้ เพราะแฟนหนังสือการเงินการธนาคารคงเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว) เช่น 50%:30% :20% หรือผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยหน่อย อาจจะจัดสัดส่วนการลงทุนเป็น 20%:30%:50% ทั้งนี้และทั้งนั้นคงต้องอยู่ที่สุขภาพทางร่างกายของแต่ละท่านด้วย เพราะผู้ที่มีสุขภาพไม่ค่อยจะดีนักก็คงต้องจัดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อที่หากไม่สบายหรือเจ็บป่วยจะได้สามารถนำเงินมาชำระค่ารักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

แต่หลาย ๆ ท่านอาจจะลืมไปว่า ร่างกายยอมมีวันเจ็บป่วย ยอมมีผลต่อการบริหารจัดการเงินออมที่มีอยู่อย่างแน่นอนหรืออาจถึงขั้นทำให้เงินออมที่มีอยู่หรอยหรอไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งปัจจุบันนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินอีกประเภทหนึ่งที่สามารถชดเชยค่ารักษาพยาบาลแทนเราได้โดยไม่กระทบกับสัดส่วนการลงทุนของตัวเองหรือกระทบกับสัดส่วนการลงทุนน้อยที่สุด บางคนกล่าวว่าเป็นการรักษาความมั่งคั่งของการบริหารการเงินที่ฉลาดอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นเราเรียกว่า การประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นความคุ้มครองส่วนหนึ่งของการประกันชีวิต และนอกจากเรื่องการเจ็บป่วยแล้วที่กล่าวข้างต้นแล้ว ผลิตภัณฑ์การประกันชีวิต ยังมีความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึง ความคุ้มครองกรณีทุพพลภาพ (พิการ) แน่นอนว่าไม่มีใครคิดว่าตนเองจะต้องประสบภาวะทุพพลภาพ แต่ใครจะกล้ารับประกันได้ว่าจะ
ไม่มีวันเกิดขึ้น ฉะนั้น การรู้จักวางแผนเตรียมรับมือความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น จึงถือเป็นความไม่ประมาทและเป็นความฉลาดที่สามารถควบคุมความไม่แน่นอนให้อยู่ในมือของนักบริหารจัดการเงินออมเช่นคุณได้



การประกันชีวิตคืออะไร
การประกันชีวิตเป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาหรือภาระทางการเงินหากเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นกับร่างกายได้ เช่น การได้รับการชดเชยค่ารักษาพยาบาลกรณีต้องเข้ารับการรักษาในฐานะผู้ป่วยใน ซึ่งเป็นผลจากการประสบอุบัติเหตุ แน่นอนว่าค่ารักษาพยาบาลโดยส่วนใหญ่เป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ซึ่งมีผลให้กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวได้ ในบางครอบครัวอาจถึงขั้นประสบวิกฤตทางการเงินเลยที่เดียว เพราะนอกจากค่ารักษาพยาบาลที่เป็นจำนวนมากแล้ว อาจมีผลให้ผู้ประสบเหตุซึ่งเป็นผู้มีรายได้หลักของครอบครัวไม่สามารถประกอบอาชีพปัจจุบันได้ ดังนั้น หากมีเครื่องมือทางการเงินใดในปัจจุบันที่สามารถแก้ปัญหาส่วนนี้ได้คงจะดีไม่น้อย

ความคุ้มครองจากประกันชีวิตประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ คือ
ความคุ้มครองหลัก และ
ความคุ้มครองเพิ่มเติม ซึ่งประกอบไปด้วย ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลดังตัวอย่างข้างต้น นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า พิการ) ความคุ้มครองชดเชยรายได้ความคุ้มครองจากโรคร้ายแรง เป็นต้น ท่านสามารถขอรับความคุ้มครองเพิ่มหลังจากที่ท่านได้รับความคุ้มครองจากความคุ้มครองหลักแล้ว
สำหรับประเภทความคุ้มครองหลัก สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว และ
ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตและสะสมเงินออมไปในคราวเดียวกัน
ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว ยังสามารถแยกย่อยได้อีกเป็น 2 กลุ่ม คือ
ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ จุดเด่นก็คือ เป็นความคุ้มครองที่มีระยะเวลาคุ้มครองเพียงปีเดียวเท่านั้น ซึ่งในบางบริษัทในแผนความคุ้มครองดังกล่าวยังมีค่าชดเชยค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย (แต่เนื่องจากอยู่ภายใต้แผนความคุ้มครองอุบัติเหตุ จึงทำให้การชดเชยค่ารักษาพยาบาลจึงต้องมีเงื่อนไขว่าเป็นสาเหตุจากอุบัติเหตุเท่านั้น) นอกจากนี้ บางบริษัทยังเสนอแผนความคุ้มครองอุบัติเหตุสำหรับครอบครัว (PRU Family PA) อีกด้วย คือรับความคุ้มครองทั้งพ่อและแม่ นอกจากจะได้รับส่วนลดแล้ว (เหมือนซื้อยกเซ็ต) ยังได้รับความคุ้มครองแก่ลูกฟรีอีกด้วย
ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตทุกกรณี จุดเด่นคือ เป็นความคุ้มครองที่มากกว่า 1 ปี ซึ่งยังสามารถแบ่งประเภทได้อีก 2 ประเภทคือ

ความคุ้มครองแบบจำกัดระยะเวลา เป็นความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว เพราะหากครบกำหนดระยะเวลา ก็สิ้นสุดความคุ้มครองทันทีและกรมธรรม์ประกันชีวิตก็สิ้นสุดลงด้วยเช่นกัน(เหมือนประกันรถยนต์ ครบกำหนดความคุ้มครองก็ไม่มีเงินคืน เข้าข่ายทำบุญนะครับ อย่าคิดมาก) แต่ถ้าหากเกิดเหตุอันมีผลให้ต้องเสียชีวิต บริษัทก็จะชดเชยเป็นเงินก้อนโตเลยทีเดียว และโดยส่วนใหญ่จะเป็นจำนวนเงินหลายเท่าของเงินที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยไป ซึ่งระยะเวลาความคุ้มครองท่านสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม เช่น 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี
ความคุ้มครองแบบตลอดชีพ เป็นความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเพียงอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับความคุ้มครองแบบจำกัดระยะเวลา แต่ต่างกันที่ระยะเวลาคุ้มครองจะยาวนานกว่า เช่น บางบริษัทให้ความคุ้มครองจนถึงอายุ 90 ปี (พรูตลอดชีพ) หรือบางที่ให้ความคุ้มครองจนถึงอายุ 99 ปีก็มี เหมือนกับให้ความคุ้มครองตลอดชีพจริง ๆ แต่หลายคนคงสงสัยว่าต้องชำระเบี้ยฯ ยาวนานเหมือนกันหรือไม่ อันนี้ขึ้นกับแต่ละบริษัท บางบริษัทอาจมีระยะชำระเบี้ยฯ สั้นเพียง 5 ปี หรือมีทางเลือกในการเลือกระยะชำระเบี้ยฯ เป็นระยะ 10 ปี หรือ 15 ปี ก็มี

ความคุ้มครองดังกล่าว เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดภาระทางการเงินให้กับผู้ที่เป็นที่รัก หรือครอบครัวหากตัวเองต้องประสบเหตุจนต้องเสียชีวิต

ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตและสะสมเงินออมไปในคราวเดียวกัน ก็ยังสามารถแยกออกเป็นอีก 2 กลุ่มย่อย ดังนี้
เป้าหมายของแผนเพื่อตัวเองเป็นสำคัญ ซึ่งผมอยากจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

แผนความคุ้มครองที่เน้นการออมและผลตอบแทนเป็นสำคัญ ซึ่งหากพิจารณาการจัดสัดส่วนการลงทุนของแต่ละท่าน ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น แผนความคุ้มครองนี้จะอยู่ในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนปานกลาง แต่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น PRUextra cash ซึ่งจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3.09% - 3.76% ต่อปี ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน (ณ วันที่ 17 มกราคม 2550) ประมาณ 4.0% นอกจากนี้ ยังได้รับความคุ้มครองกรณี เสียชีวิตอีกด้วย หรือ บางแผนความคุ้มครองสำหรับผู้ต้องการวางเป้าหมายการออมในระยะยาวเช่น แผนการสะสมเงินออมระยะ 20 ปี (PRUendowment) เป็นต้น
แผนสะสมเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียน (PRUretirement) เป็นแผนการออมเงินอีกประเภทหนึ่งที่เป็นสะสมเงินออมในวันนี้ เพื่อวันข้างหน้า อย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นภาระแก่ลูกหลานเมื่อถึงวัย ที่ต้องเกษียณตัวเองออกจากงาน และนอกจากจะเป็นการสะสมเงินออมพร้อมกับได้รับผลตอบแทนจากการออมมีเงินไว้ใช้ในยามเกษียณแล้วยังคงได้รับความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตตลอดอายุสัญญาหรือตลอดความคุ้มครองอีกด้วย


เป้าหมายของแผนเพื่อสะสมเงินออมให้แก่บุตรหลาน หรือแผนทุนการศึกษา ซึ่งการออมประเภทนี้เป็น การสะสมเงินออมที่มีอยู่ปัจจุบันส่วนหนึ่ง เก็บเป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานในอนาคตตามแผนวัตถุประสงค์ของความคุ้มครองแต่ละแผน เช่น แผนเงินออมเพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่บุตรในระดับปริญญาตรี(บัญชีประกันชีวิตสานฝันบัณฑิต (PRUscholar)) เป็นการชำระเบี้ยประกันภัยจนครบอายุ 18 ปี(เทียบเท่ากับระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6) หลังจากนั้น ทยอยรับทุนการศึกษาทุกปี ตั้งแต่ อายุ 18 – 21 (เทียบเท่ากับชั้นปีการศึกษาที่ 1 - 4) และและรับขวัญถุงเมื่อสำเร็จการศึกษา หรือเป็นทุนสำหรับการศึกษาต่อในระดังปริญญาโท หรือ เป็นเงินเริ่มต้นสำหรับการลงทุนหลังสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีแล้ว อีกจำนวนหนึ่ง และแน่นอนย่อมมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตรวมอยู่ นอกจากนี้ ยังสามารถรับความคุ้มครองเพิ่มเติมคุ้มครองผู้ชำระเบี้ยฯ หากเกิดเหตุกับผู้ชำระเบี้ยฯ เพื่อจะได้มั่นใจว่า แผนความคุ้มครองและผลประโยชน์ยังคงได้รับความคุ้มครองอยู่ตามที่ได้วางแผนเอาไว้ เป็นต้น นอกจากแผนความคุ้มครองที่ย ตัวอย่างข้างต้น ยังมีแผนทุนการศึกษาอื่น ๆ อีก เช่นสายสัมพันธ์ 4 สายสัมพันธ์ 5 ท่านสามารถอ่านรายละเอียดตามตารางแนบ
อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ ท่านเคยประสบกับปัญหาผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางเศรษฐกิจ เช่น การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไม่ว่าจะเป็นไปในทางเพิ่มขึ้น หรือลดลง ราคาน้ำมันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น มีการ ระบาดจากไข้หวัดนก การส่งออกมีปัญหา เกิดสภาวะเงินเฟ้อ เป็นต้น ทำให้ท่านต้องคอยปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนอยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ไม่สะดวกและเป็นปัญหาต่อผู้ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อผลขาดทุนบ้าง การไม่สามารถนำเงินมาใช้ได้บ้างแต่แผนทางการเงินที่ท่านได้รับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ไปแล้วจะยังคงเป็นไปตามความคุ้มครองไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่อสภาวะเศรษฐกิจอย่างไร

จากประเภทแผนความคุ้มครองดังกล่าวข้างต้น บางแผนความคุ้มครองอาจนำความคุ้มครองหลายประเภทมาผสมเข้าด้วยกัน เช่น พรูแคช (PRUcash 3) เป็นแผนให้ความคุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิต และออมเงินไปพร้อม ๆ กัน และยังมีความคุ้มครองเพิ่มเติม เช่นความคุ้มครองกรณีทุพพลภาพ และโรคร้ายแรงอีกด้วย เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยได้รับความคุ้มครองอย่างครบถ้วน

สิ่งสำคัญในการเลือกรับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ คือ ต้องทราบวัตถุประสงค์ของการออมอย่างชัดเจน ซึ่งตัวแทนจะคอยสอบถามความต้องการของท่าน สิ่งสำคัญอันนึงของตัวแทนที่ดี คือการรับฟังความต้องการของลูกค้า แล้วนำความต้องการเหล่านั้น มาปรับเปลี่ยนเป็นความคุ้มครองที่เหมาะสมกับลูกค้า และการจัดสัดส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการชำระเบี้ยประกันภัยให้เหมาะสมกับเงินออมที่มีอยู่ และที่จะลืม
ไม่ได้เลยก็คือ ทุกครั้งหากมีการชำระเบี้ยประกันภัยให้กับตัวแทนประกันชีวิต จะต้องขอหลักฐานการชำระเบี้ยประกันภัย (ใบเสร็จรับเงินชั่วคราว) ทุกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันว่าท่านได้รับความคุ้มครองทันทีที่ได้รับจากชำระเบี้ยประกันภัยแล้ว อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเราจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่จะได้รับการยืนยันจากบริษัทประกันชีวิตอีกครั้ง โดยหากผ่านการพิจารณารับประกันภัยแล้ว บริษัทจะส่งกรมธรรม์ประกันชีวิตพร้อมใบเสร็จรับเงินโดยผ่านตัวแทนที่ดูแลท่าน

ทริกซ์สำคัญอันนึงที่ทุกท่านควรทราบ คือ หลังจากได้รับกรมธรรม์จากตัวแทนแล้ว ให้ตรวจสอบความถูกต้องของความคุ้มครองที่ต้องการให้ครบถ้วน ว่าเป็นความคุ้มครองที่ได้แจ้งความประสงค์แก่ตัวแทนหรือไม่ จำนวนเงินถูกต้อง หากพบว่ามีส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ถูกต้องสามารถแจ้งให้บริษัทเปลี่ยนแปลงกรมธรรม์ให้ถูกต้องได้ ภายใน 15 วัน

สิทธิประโยชน์ที่สำคัญมากที่ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีเป็นต้นไป คือการสามารถนำเบี้ยประกันภัยมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ตาม ภงด. 90 และภงด. 91) ได้สูงสุดถึง 100,000 บาท หลายท่านอาจสงสัยว่า การได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอย่างไร ขอยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายสักเล็กน้อย เช่น ลูกค้าท่านหนึ่ง รับความคุ้มครองตามบัญชีประกันชีวิต PRUextra cash 5 ชำระเบี้ยประกันภัยปีละ 50,000 บาท โดยลูกค้าท่านนี้มีรายได้ที่ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่อัตราสุดท้าย 20% จะเห็นว่า หากลูกค้าท่านนี้นำใบเสร็จรับเงินจากการชำระเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนภาษี ลูกค้าท่านนี้จะได้รับเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืน หรือ เสียภาษีน้อยลงเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท หรือคิดเป็น 20% ของเบี้ยประกันภัยที่ได้จ่ายไป หากพิจารณาดูแล้วเปรียบเสมือนว่า ลูกค้าท่านนี้ได้รับผลตอบแทนจากเงินก้อนนี้ (ค่าเบี้ยประกันภัย 50,000 บาท)ด้วยอัตราผลตอบแทน 20% ซึ่งหากพิจารณาผลตอบแทนการลงทุนในสภาวะปัจจุบัน คงจะเป็น
ไปได้ยากที่จะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 20% และนอกจากนี้ ภายใต้ความคุ้มครอง บัญชีประกันชีวิตยังให้ผลตอบแทนกว่า 3% อีกด้วย

จะเห็นว่าหากสนใจสอบถามและศึกษาความคุ้มครองของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตซักหน่อย นอกจากกรมธรรม์ประกันชีวิตก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ในการจัดสัดส่วนการลงทุนของท่านได้ ยังเป็นเครื่องมือทางการเงินอีกประเภทหนึ่งที่จะช่วยลดภาระและปัญหาทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นอย่างที่ไม่คาดฝันขึ้นได้อย่างคุ้มค่า เพียงชำระเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Back to Top